Pages: [1] 2 3 ... 10
 1 
 on: November 23, 2014, 01:46:46 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
  Sunday, November 23, 2014 at 12:10pm





ห้ามจัดเสวนาที่จุฬาฯ : ประเทศนี้จะปฏิรูป จะคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนในบรรยากาศทางการเมืองแบบนี้หรือ


เสียดายที่การจัดเวทีเสวนาที่จุฬาฯถูกยกเลิกไป ผมเองก็ได้รับเชิญไปร่วมงานนี้มาตั้งแต่การเสวนาครั้งแรก แต่จนแล้วจน(ไม่)รอดก็ไม่ได้ไป ครั้งแรกๆนั้นบังเอิญตรงกับผมไปต่างประเทศบาง มีงานอยู่แปดริ้วบ้าง

ครั้งล่าสุดที่ถูกยกเลิกไปนี้ผมสองจิตสองใจว่าจะไปร่วมหรือไม่เพราะใจนึงก็อยากไปร่วมเพราะเห็นว่าหัวข้อน่าสนใจ อีกใจนึงก็กลัวว่าจะไปทำให้เกิดสีสันถูกมองเป็นการเสวนาการเมืองไปเสีย

หลังจากคุยกับผู้จัดหรือผู้เชิญแล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปร่วม แต่ก็เผอิญได้ข่าวว่างานนี้ถูกห้ามเสียแล้ว

การเสวนาครั้งนี้มีหัวข้อว่า "ระบบรัฐสภาแบบไหน....ความหวังประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นหัวข้อที่ดีและน่าจะเป็นประโยชน์มากโดยเฉพาะในช่วงที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญกัน

งานนี้เป็นการจัดร่วมกันระหว่างศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาฯกับสถาบันสิทธิมนุษยชนสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งทั้งสองสถาบันทำงานด้านสันติภาพและความขัดแย้งทั้งคู่ ทั้งยังเป็นองค์กรทั้งทางวิชาการและมีกิจกรรมภาคปฏิบัติที่หลายฝ่ายมีส่วนร่วมและเป็นที่ยอมรับพอสมควรทั้งในและต่างประเทศ

เมื่องานเสวนาในหัวข้อที่ดี จัดในมหาวิทยาลัยโดยองค์กรที่มีเจตนาดีต้องถูกห้ามหรือถูกยกเลิกไปจึงเป็นที่น่าเสียดาย

ที่น่าเป็นห่วงก็คือการห้ามหรือการยกเลิกการเสวนาครั้งนี้กำลังเป็นการส่งสัญญาณที่สับสนทั้งในเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพทางวิชาการ การให้ความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็น การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการปฏิรูปและการร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในสังคมด้วย

จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้และหลายๆวันที่ผ่านๆมาจะพบว่ามีการเสวนาบางครั้งที่ถูกห้ามในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายกัน ในขณะทีมีการเสวนาอีกหลายครั้งไม่ถูกห้ามทั้งๆที่ดูจากหัวข้อก็แยหไม่ออกว่าต่างกันอย่างไร จะต่างก็แต่ชื่อขององค์กรปละชื่อของผู้ขจัดหรือผู้เข้าร่วมเท่านั้น ข่าวการเสวนาที่จุฬาฯถูกยกเลิกในครั้งนี้จึงเสนอปัญหาการเลือกปฏิบัติและความไม่เท่าเทียมขึ้นมาอีกประการหนึ่งด้วย

การปิดกั้นในลักษณะนี้ไม่มีประโยชน์กับใครเลย กลับจะเป็นผลเสียต่อทุกฝ่ายเสียมากกว่า

ประเทศนี้จะปฏิรูป จะคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนในบรรยากาศทางการเมืองแบบนี้หรือ

ภายใต้ข้อจำกัดอย่างนี้นอกจากไม่อาจปฏิรูปอะไรได้และไม่อาจสร้างประชาธิปไตยได้แล้ว ยังบั่นทอนเสรีภาพทางวิชาการ ทำลายบรรยากกาศของการคิด สร้างสรรค์ลงไปดวย

ที่น่าเป็นห่วงมากๆก็คือสภาพการณ์อย่างนี้กำลังทำให้เกิดความอึดอัดของผู้คนมากขึ้นๆซึ่งหากไม่จัดการให้ดีก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมมากยิ่งขึ้นได้

หากมีความขัดแย้งในสังคมมากขึ้นจริงๆ ผู้ที่อ้างว่าเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งจะหันหน้าไปอาศัยใคร ในเมื่อองค์กรที่มีหน้าที่ศึกษาปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพแท้ๆจะจัดการเสวนาในเรื่องท่างวิชากการก็ยังทำไม่ได้




 2 
 on: November 23, 2014, 12:08:49 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 24 ฉบับที่ 8761 ข่าวสดรายวัน



3นิ้วหรือ5สาย? ปัญหาใหญ่คสช.




สถานการณ์การเมือง 6 เดือนหลังการยึดอำนาจของคสช.



มาถึงจุดที่แม่น้ำ 5 สายไหลมารวมกันอย่างเป็นทางการ เดินหน้าเข้าสู่โหมดปฏิรูปและการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเต็มตัว



ท่ามกลางกระแสเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ตลอดจนประกาศคำสั่งของคสช.ที่มีเนื้อหาในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ที่เริ่มดังมากขึ้นเรื่อยๆ



จากพรรคการเมือง สื่อมวลชน ขยายวงไปในหมู่นักศึกษา ประชาชน



ล่าสุดกลุ่มคณะบุคคล ประกอบไปด้วยนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักคิด นักเขียน เอ็นจีโอ จำนวน 102 คน ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์เรียกร้อง



ให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกโดยเร็วที่สุดเพื่อปลดปล่อยสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหวประเด็นปัญหาของประชาชน



แต่ถึงจะถูกกดดันจากสังคมรอบทิศ ฝ่ายคสช.และรัฐบาลยังยืนกรานไม่ยอมอ่อนข้อให้กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องดังกล่าว



โดยให้เหตุผลว่าประเทศยังมีปัญหา "คลื่นใต้น้ำ" ที่ต้องจับตาเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อโรดแม็ปคืนความสุขให้คนไทยใน 1 ปี



การคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกจึงจำเป็น



พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ในฐานะรองหัวหน้าคสช. กล่าวยืนยันทำนองเดียวกันว่า



บ้านเมืองยังอยู่ในสถานการณ์พิเศษ มีการเคลื่อนไหวต่อต้านของกลุ่มคนและองค์กรต่างๆ มากมายอย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่ถึงเวลาพิจารณาผ่อนปรนกฎอัยการศึก หรือทบทวนประกาศคสช.ฉบับใดทั้งสิ้น



พร้อมกันนั้นยังได้ขอร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหวต่อต้าน เพื่อเปิดโอกาสให้ คสช. รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่าแม่น้ำ 5 สาย



ได้ทำงานอย่างราบรื่น



ในสายของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายคนมองว่า



การคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึก แม้จะเป็นตัวช่วยให้การเดินหน้าปฏิรูปและการยกร่างรัฐธรรมนูญบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย



แต่ขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นบูมเมอแรง ย้อนกลับมาทำลายการปฏิรูปและการร่างรัฐธรรมนูญเสียเอง ในแง่ที่ว่าเป็นการดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ได้



อีกทั้งตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาฯ เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า การคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกไม่สามารถแก้ปัญหาคลื่นใต้น้ำได้จริง



เพราะยังมีนักวิชาการ นักศึกษา ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้านในประเด็นต่างๆ อยู่เป็นระยะ ไม่ว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาพลังงาน ฯลฯ



ล่าสุดก็เหตุการณ์นักศึกษาชู 3 นิ้วที่ จ.ขอนแก่น ลามมาถึงหน้าโรงหนังสยามพารากอน เป็นต้น เป็นการเคลื่อนไหว ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของนักการเมือง หรือพรรคการเมืองใดอย่างที่บางฝ่ายพยายามปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด



การบังคับใช้กฎอัยการศึกแบบเหมาเข่ง โดยไม่แยกแยะว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีการเมืองแฝงอยู่เบื้องหลัง หรือเป็นการเคลื่อนไหวของ ชาวบ้านยากจนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาปากท้องอย่างแท้จริง



ยิ่งสร้างความอึดอัดให้ผู้คนจำนวนมาก



ทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุโรดแม็ประยะที่ 2 ของคสช. ว่าด้วยกระบวนการปฏิรูปและการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จำเป็นต้องมีกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมประชาชนในสังคมทุกภาคส่วน



ที่ไม่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ



รวมถึงความต้องการของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการเชิญพรรคการเมืองมาแสดงความเห็น ก็มีข้อจำกัด ไม่สามารถกระทำได้อย่างเต็มที่



สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเครื่องสะท้อนกฎอัยการศึก นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา



ยังเป็นตัวก่อปัญหาเสียเอง



มีผู้เสนอทางออกหลายทางเกี่ยวกับการหาจุดพอดีของการใช้กฎอัยการศึก ว่าคสช.สามารถลดแรงกดดันได้



โดยการยกเลิกการบังคับใช้ในจังหวัดที่ไม่มีความเสี่ยงของคลื่นใต้น้ำ โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นพื้นที่การท่องเที่ยว



เพราะในช่วงแรกหลังการรัฐประหารใหม่ๆ ถึงหลายคนจะเห็นด้วยกับ การที่ คสช.ใช้กฎอัยการศึกเข้าควบคุมสถานการณ์ด้านความมั่นคง แยกม็อบ 2 ฝ่ายที่เห็นต่างออกจากกัน



แต่เมื่อสถานการณ์คลายเกลียวลง รวมถึงการมีรัฐบาลมาบริหารประเทศ มีสนช. สปช. และกรรมาธิการยกร่างฯ เข้ามา



กลุ่มคนเหล่านี้ก็เห็นว่า คสช.จำเป็นต้องก้าวข้ามเรื่องความมั่นคง ไปยังมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้น



การยกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่นั้น หากต่อมาปรากฏว่ามีการกระทำนอกกรอบ หรือกลายเป็นการชุมนุมประท้วง ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง



รัฐบาลคสช.ก็สามารถนำกลับมาประกาศใช้ใหม่ได้ หรืออาจใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่หลายฉบับเข้าดำเนินการควบคุมตามความเหมาะสม



ตรงนี้น่าช่วยให้ภาพของคสช.ดีขึ้น



การตรึงกฎอัยการศึกไว้ในทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้ว โดยไม่สามารถแก้ปัญหาคลื่นใต้น้ำทางการเมืองได้จริง อย่างมาก ก็แค่เล่นบทตบ-จูบ จับกุมนักศึกษาที่ชู 3 นิ้วไปอบรมในค่ายทหาร แล้วก็ปล่อยตัวโดยไม่ทำอะไร เพราะถ้าทำเรื่องจะยิ่งบานปลาย



การใช้กฎหมายพิเศษเข้าจัดการกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงใดๆ นั้น



ย่อมเทียบกันไม่ได้กับความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงภาพลักษณ์ในสายตานานาประเทศในโลกประชาธิปไตย



ความเชื่อของคสช.ที่ว่า การเคลื่อนไหวต่อต้านเชิงสัญลักษณ์คืออุปสรรคของการเดินหน้าโรดแม็ป จึงจำเป็นต้องคงกฎอัยการศึกเอาไว้ บางคน มองว่าไม่ต่างจากการขี่ช้างจับตั๊กแตน



อีกทั้งปัญหาใหญ่จริงๆ ของคสช.ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นผู้ให้กำเนิดแม่น้ำ 5 สายในตอนนี้



น่าจะอยู่ตรงที่มีแม่น้ำบางสาย เริ่มไหลกระฉอกออกนอกลู่นอกทาง ต้องการร่างกติกาประเทศให้เป็นของผู้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไปพร้อมกับปฏิบัติการกวาดล้างผู้แพ้ให้สิ้นซาก



ตรงนี้ต่างหากคือตัวการใหญ่ทำให้เป้าหมายโรดแม็ปถูกบิดเบือน กระทั่งถึงขั้น "เสียของ" ในที่สุดโดยที่กฎอัยการศึก ไม่สามารถทำอะไรได้

 3 
 on: November 22, 2014, 01:16:22 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
                 

รายการ ชีพจรการเมือง กับ โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ
ดำเนินรายการโดย คุณ มิดไนท์ซัน ทางเว็ป นปช.อียูสวีเดน
หัวข้อ ตอน 1. สถานการณ์การโกลาหล
2. สถานการณ์ข้าว
3. การแบ่งขายปลีกประเทศ โดยอภิมหาโปรเจคคมนาคม เพื่อประโยชน์ ส่วนตัวของเครื่อข่ายอำมาตย์
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

ขอบคุณ นปช.อียูสวีเดน คุณ clip Thai
โดย
http://www.konthaiuk.com/home.php
http://www.khonthaiuk.info/home.php
http://www.khonthaiuk.co.uk/home.php
http://konthaiuk.eu/home.php
http://www.konthaiuk.info/home.php


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

21-11-2014>>หัวข้อ 1สถานการณ์การโกลาหล 2 สถานการณ์ข้าว
3 การแบ่งขายปลีกประเทศ โดยอภิมหาโปรเจคคมนาคม เพื่อประโยชน์ ส่วนตัวของเครื่อข่ายอำมาตย์






●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

เวปไซด์ คนไทยยูเค สนับสนัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่ ของ ปชช เท่านั้น

 4 
 on: November 22, 2014, 05:41:44 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ขอแสดงความเคารพผู้ต้านรัฐประหารและขอบคุณผู้ช่วยเหลือ

Sat, 2014-11-22 04:38

ฤกษ์ 22.11 เฟซบุ๊ค 'สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล' เปิดใช้งานใหม่ เขียนแสดงความเคารพอย่างสูงผู้ต่อต้านการยึดอำนาจการปกครอง ขอบคุณผู้ช่วยเหลือ โดยจะจดจำน้ำใจไว้ตลอดไป และรู้สึกตื้นตันใจที่เห็นนักศึกษาต้านรัฐประหาร ถือว่าช่วยกู้เกียรติชุมชนมหาวิทยาลัยที่ถูกทำให้เสื่อมเสียโดยฝ่ายผู้บริหาร



สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (แฟ้มภาพ)

22 พ.ย. 2557 - เมื่อเวลา 03.40 น. ตามเวลาประเทศไทย เฟซบุ๊คของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปิดการใช้งานไปตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2557 ได้เปิดการใช้งานขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนภาพปกเป็นข้อความตอนหนึ่งจาก โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา ของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยยกท่อนที่เขียนว่า "ถึงยุคทมิฬมาร จะครองเมืองด้วยควันปืน..." และ "แต่คนย่อมเป็นคน" มาเป็นภาพปก



ภาพปกล่าสุดของเฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โดยเป็นการยกท่อนหนึ่งของโคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา ของจิตร ภูมิศักดิ์

จากนั้นสมศักดิ์ ยังได้โพสต์สเตตัสเพิ่มเติมมีดังต่อไปนี้

000

[1] ด้วยความเคารพอย่างสูง

เสรีชนทุกท่าน ที่ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ในสภาพที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ได้พยายามแสดงออกด้วยวิธีต่างๆว่า ไม่ยอมรับการใช้อำนาจปืน มาล้มรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจการปกครอง

ขออภัยอย่างสูง ที่ไม่สามารถมีส่วนร่วมในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
22 พฤศจิกายน 2557

[2] คำขอบคุณ

ช่วง 6 เดือนนับจากการรัฐประหาร - อันที่จริง 9 เดือนเศษ นับแต่วันที่มีคนบุกไปยิงถึงบ้าน - จนถึงวินาทีนี้ ผมไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านตัวเองเลยแม้แต่คืนเดียว ต้องย้ายที่พักหลายต่อหลายครั้่ง ซึ่งแน่นอนหมายถึงต้องเดินทางหลายครั้่งด้วย

ในการณ์นี้ มีคนจำนวนมาก (ถ้านับแล้วไม่ต่ำกว่า 50-60 คนขึ้นไป) ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้ช่วยเหลือ ตั้งแตให้ที่พำนักอาศัย ช่วยเหลือในการเดินทาง ดูแลเรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ และอื่นๆอีกหลายเรื่อง หลายคนทำไปอย่างเสี่ยงอันตรายต่อตัวเองอย่างมาก บางคนไม่เพียงแต่เสียแรงกาย และเวลา ยังเสียทรัพย์สินไปไม่น้อย

อันที่จริง ผมอยากจะระบุชื่อแต่ละคน ขอบคุณเป็นคนๆ แต่ถ้าทำเช่่นนั้น ก็มีแตจะสร้างความเดือนร้อนหรือนำปัญหามาให้ทุกคนแน่นอน จึงต้องขออภัยที่จะต้องขอขอบคุณรวมๆมา ณ ที่นี้ ผมจะจดจำน้ำใจครั้งนี้ไว้ตลอดไป

ส่วนใหญ่ที่สุดของท่านที่ให้การช่วยเหลือผมเหล่านี้ ผมไม่รู้จักมาก่อนเลย หลายคน ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็มิได้แชร์การเมืองแบบเดียวกับผมเสียทั้งหมดทีเดียว และมีบางคน เป็นผู้ที่ผมมีความเห็นแตกต่าง หรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมาก่อน ผมแยกความรู้สึกขอบคุณในน้ำใจที่ให้กับผม กับสิ่งที่เป็นความแตกต่างของเราในอดีต และที่สำคัญ (และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้) ในอนาคตได้ และเชื่อว่า ทุกท่านก็มีวุฒิภาวะมากพอที่เข้าใจเช่นนี้เช่นกัน

ขอได้รับความขอบคุณจากส่วนลึกของหัวใจผม

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
22 พฤศจิกายน 2557

[3] โดยส่วนตัว ในฐานะคนมีอาชีพเป็นครู ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันใจเป็นพิเศษ ที่เห็นนักศึกษาหลายคนออกมาแสดงบทบาทต่อต้านอำนาจอันธพาลของคณะรัฐประหาร แม้พวกเขาส่วนใหญ่จะไม่ใช่คนที่ผมสอนมาโดยตรงหรือรู้จักเป็นส่วนตัว แตผมรู้สึกภูมิใจในพวกเขามาก อย่างน้อยพวกเขาก็ช่วยกู้ "เกียรติ" ของชุมชนมหาวิทยาลัย ที่ถูกทำให้เสื่อมเสียไปจากการที่ผู้บริหารแทบทุกแห่ง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่พอที่จะรู้อะไรผิดอะไรถูก กลับไปยอมสยบให้กับการกระทำผิดที่ร้ายแรงที่สุดในระบบกฎหมายและการปกครอง (สำหรับนักศึกษาบางคนที่ผมโชคดีได้สอนและแลกเปลี่ยน "วิชา" ต่างๆด้วยโดยตรง ผมยิ่งรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษ คิดถึงพวกคุณเสมอ)

ที่มา http://prachatai.org/journal/2014/11/56632?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter

 5 
 on: November 21, 2014, 10:05:51 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 22:04:03 น.




   

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12




การเดินทางไปตรวจพื้นที่ภาคอีสานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นข่าวค่อนข้างใหญ่ จับตากันตั้งแต่ก่อนเดินทางไป เพราะไปเยือนดินแดนที่เป็นถิ่นคนเสื้อแดง จึงหวั่นเกรงกันว่าจะเกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านหรือไม่

เอาเข้าจริงๆ ก็เป็นดังที่แกนนำเสื้อแดงขอนแก่นให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า ไม่มีการต่อต้านขัดขวางใดๆ

สุดท้ายการเคลื่อนไหวเกิดจากนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น 5 คน ซึ่งสวมเสื้อ ไม่เอารัฐประหาร รวมทั้งชู 3 นิ้วเป็นสัญลักษณ์ ต่อหน้าต่อตา พล.อ.ประยุทธ์

กระนั้นก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ก็เก็บอารมณ์ได้ดี พูดจาคลี่คลายบรรยากาศไม่ให้ไปกันใหญ่

ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐก็ดำเนินการแบบพอหอมปากหอมคอ คือ คุมตัวไปพูดคุยปรับทัศนคติแล้วปล่อยตัวกลับ

ถ้าขืนเอาไปกักขังตั้งข้อหา นั่นแหละอาจโกโซบิ๊กได้

อันที่จริงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ย่อมรู้จักนักศึกษาขอนแก่นกลุ่มนี้ดี เพราะเป็นกลุ่มก้อนที่เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย เข้าร่วมการต่อสู้ในปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในหลายจังหวัดภาคอีสาน

เป็นกลุ่มปัญญาชน รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย ทำนองนั้น

ไม่ใช่กลุ่มก่อความรุนแรงอะไร และไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองไหนทั้งสิ้น

คลิกเข้าไปดูกิจกรรม คำให้สัมภาษณ์ในยูทูบได้ง่ายๆ

แต่นักศึกษาเพียงแค่ 5 คนนี้ ได้ทำให้สังคมตื่นขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวาง แล้วแต่มุมมองและจุดยืน

เช่น คนที่รักประชาธิปไตย ย่อมยอมรับนับถือในจิตใจที่กล้าหาญ และชื่นชมการแสดงออกอย่างสงบสันติ ใช้สัญลักษณ์

ส่วนคนที่เอียงข้างฝ่ายมีอำนาจ ย่อมต้องป่าวประณาม

นักการเมืองพรรคที่ร่วมปูทางให้ประชาธิปไตยถูกแช่แข็ง ก็กล่าวหาว่ารับแผนจากคนต่างประเทศ

ผู้ที่มักได้ดิบได้ดีจากการเมืองระบบแต่งตั้ง รีบโจมตีพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงในอีสานว่าเป็นตัวการ

คนพวกหลังที่ใช้อคติมากำหนดนี่แหละ กำลังจะทำให้พลังของเด็ก 5 คนเปล่งประกายขยายกว้างมากขึ้น

ถ้าอยากให้ไปไกลกว่านี้ ก็ดาหน้าออกมายัดเยียดข้อกล่าวหาให้กับเด็ก 5 คนนี้ให้มากๆ เดี๋ยวได้เห็นเป็นเรื่องแน่ๆ

ขณะเดียวกัน ผลจากการที่มีตำรวจเข้าล็อกตัวเด็ก 5 คน ได้ทำให้นักศึกษาใน กทม.กลุ่มหนึ่งออกไปนั่งกินอาหารให้กำลังใจที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในคืนวันนั้น ซึ่งก็ต้องมาเชิญตัวไปพูดคุยกันอีก

รวมทั้งบรรยากาศชู 3 นิ้วที่หน้าโรงหนังใจกลางกรุง ซึ่งรีบถอดโปรแกรมฉาย "ฮังเกอร์เกมส์" เพื่อหลบเลี่ยงกระแสการเมืองทันที

กระแสการชู 3 นิ้วกลับมาเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้ง คงเพราะระยะนี้มีบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับเสรีภาพของสื่อปะทุขึ้น

เลยผสมผสานกัน ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจกับการถูกควบคุมเรื่องแสดงออก

นั่นจึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลและ คสช. พึงไตร่ตรองให้ดี

ก่อนหน้านี้ผู้นำรัฐบาลและ คสช. ยืนยันกับสังคมมาตลอดว่า นี่เป็นช่วงสถานการณ์พิเศษ จำเป็นต้องควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้การทำงานเดินหน้าไปได้

ผู้คนในสังคมบางส่วนก็คงยอมรับกติกานี้โดยดี อีกไม่น้อยจำใจรับ และอยากให้รัฐบาลและ คสช.เดินหน้าไปสู่เป้าหมายโดยเร็ว เพื่อถึงวันคลี่คลายการเมืองและมีการเลือกตั้ง

ประคับประคองกันมาได้ 6 เดือนแล้ว ยังไม่มีอะไรที่เขย่าอำนาจของ คสช.และรัฐบาลประยุทธ์ได้

การแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ของคนรักเสรีภาพประชาธิปไตยย่อมมีบ้าง ควรมีวิธีจัดการอย่างชาญฉลาด

ยอมรับและเคารพคนหนุ่มสาวที่ใฝ่หาเสรี ไม่ใช่ไปตั้งข้อกล่าวหาโจมตีให้ลุกลามยิ่งขึ้น

 

 

(ที่มา:มติชนรายวัน 21 พ.ย.2557)



 6 
 on: November 21, 2014, 08:31:04 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 20:11:33 น.



ผอ.สถาบันสันติศึกษา ม.ขอนแก่น บอกการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนักศึกษา เป็นไปอย่างสันติวิธี ไม่มีความรุนแรงสามารถทำได้ ผบช.ภ.4 นศ.มีสิทธิแสดงได้ แต่อย่าทำเป็นครั้งที่ 2

กรณีนักศึกษากลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม(ดาวดิน) จ.ขอนแก่น จำนวน 5 คน แสดงสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐประหาร ต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช.ขณะมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในกลุ่มจังหวัดภาคอีสาน ที่หน้าเวทีปราศัยบริเวณศาลากลาง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา จนถูกควบคุมตัวไปเพื่อปรับทัศนคติ และทหารได้ปล่อยตัวทั้งหมดเป็นอิสระ เพื่อให้มาเรียนหนังสือตามปกติ โดยนักศึกษาที่ถูกจับกุมครั้งนี้ยืนยันว่าจะมีการเคลื่อนไหวเหมือนเดิมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ความถูกต้อง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พ.ย. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้สื่อข่าวได้พบกับ 3 นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ กลุ่มดาวดิน หลังจากทหารได้ปล่อยตัว โดยมีนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, นายวสันต์ ไตรรัตน์รังสี และนายวิชชากร อนุชน ร่วมกันแถลงข่าวที่บริเวณลานโพธิ์ คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น

โดยนักศึกษากลุ่มดาวดินดังกล่าวซึ่งเป็น 3 ใน 5 คน ที่ไม่ยอมลงลายมือชื่อยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายทหารที่ห้ามเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์ต้านรัฐบาลอีก ส่วนเพื่อนนักศึกษาอีก 2 คน ชื่อ นายเจตน์สฤษฏิ์ นามโคตร และนายพายุ บุญโสภณ ได้ยอมลงชื่อรับเงื่อนไขของฝ่ายทหาร ซึ่งระบุว่า

1.ยอมรับสิ่งที่เราทำ 2.ไม่เคลื่อนไหวไม่ทำกิจกรรมคัดค้านผู้นำประเทศ และ 3.ถ้าเคลื่อนไหวจะยอมรับในการดำเนินคดี

โดยเหตุผลที่ยอมรับข้อตกลงนั้นเนื่่องจากวิตกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต พร้อมกับผู้ปกครองเป็นห่วงในชีวิตของพวกเขา และขอร้องให้ยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดของฝ่ายทหารเพื่อความเป็นอิสรภาพของตนเอง

ทั้งนี้ นักศึกษาบอกว่า สิ่งที่พวกเขาตัดสินใจต่อต้านรัฐประหารต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลประการแรกคือ ไม่เอารัฐประหาร เพราะขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพทางความคิดของประชาชน และการออกมาเคลื่อนไหวทางสังคม

เพราะขณะนี้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิขั้นรุนแรง เช่น เรื่องป่าไม้และที่ดิน เป็นต้น โดยยืนยันว่าสิ่งที่พวกตนทำไปไม่ผิด แต่กฎหมายที่ผิด เราต้องแก้ไขร่วมกัน พวกเขาเข้าใจ และให้เกียรติ แต่พวกเขาไม่สามารถยอมรับเผด็จการทหารได้ ซึ่งพวกเขาคิดเองได้ และยืนหยัดในความเชื่อ จึงตัดสินใจและเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสิทธิและเสรีภาพ และไม่เอารัฐประหาร แม้ว่าการตัดสินใจจะทำให้เสียอนาคตพวกเขาก็ยอม

ด้านเพื่อนนักศึกษาที่ชู 3 นิ้ว คัดค้านพล.อ.ประยุทธ์ บอกอีกว่า จากการออกมาต่อต้านรัฐบาลทหารในครั้งนี้ จึงหวั่นถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต โดยอยู่ในความหวาดกลัว แม้ว่าพวกเขาจะถูกปล่อยตัวและไม่มีคดีความ แต่ได้หลบหนีไปพักอาศัยอยู่ที่อื่นชั่วคราว พร้อมกับพักการเรียนไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อไป เพราะมนุษย์ควรมีเสรีภาพทางความคิด ทั้งนี้ จะเคลื่อนไหวต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง

ด้านนายกำธร วิเชฎฐพงศ์ ป้องกันจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นกลุ่มนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ (กลุ่มดาวดิน) จำนวน 5 คน ได้แสดงการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เป็นผลต่อเนื่องจากการออกแถลงการณ์ยุติการคุกคามประชาชนเพื่อการปฏิรูปและการปกครอง ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายทหารได้เชิญแกนนำของกลุ่มไปปรับทัศนคติมาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ได้มีการรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับจังหวัดและส่วนกลางทราบแล้ว หากมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติมประการใดจะรายงานเพิ่มให้ทราบต่อไป

“ตอนนี้จังหวัดกลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นขอนแก่นโมเดล งานด้านการข่าวต้องมีมาตรการหาข่าวมากขึ้น และรีบรายงาน ประชุมหาทางแก้ไข แจ้งให้ส่วนกลางทราบทันที เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอีก ซึ่งจะต้องปรับแนวความคิดของกลุ่มที่คัดค้านให้อยู่ในกรอบที่สามารถควบคุมได้ด้วย”นายกำธรกล่าว

ด้านนางสุกัญญา เอมอิ่มธรรม ผอ.สถาบันสันติศึกษา ม.ขอนแก่น กล่าวว่า การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนักศึกษา ม.ขอนแก่น ซึ่งเป็นไปอย่างสันติวิธี ไม่มีความรุนแรงสามารถทำได้ และต้องได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ดังนั้น การที่นักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวระบุว่า มีการข่มขู่ว่าจะให้พ้นสภาพนักศึกษา หากไม่ลงนามให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ จึงถือได้ว่าไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทางผู้บริหารหรือคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยของนักศึกษา จำเป็นต้องออกมามีบทบาทต่อกรณีดังกล่าวให้ชัดเจนว่า สิ่งที่นักศึกษาอ้างเป็นจริงหรือไม่ เป็นคำสั่งมาจากเบื้องบนหรือไม่ ถ้าจริง ก็ควรจะแสดงบทบาทเจรจาต่อรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของนักศึกษา

“การกดดันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงจึงจำเป็นต้องมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้เห็นต่าง การควบคุมตัวชาวบ้าน นักศึกษา ตลอดจนนักวิชาการ ไปพูดคุยไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ ทั้งยังอาจทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อแนวทางปฏิรูป ที่ยังอยู่ไม่มีความสงบรู้สึกว่าถูกบีบบังคับมากเกินไป จนมีการออกมาเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นได้ ผู้บริหารประเทศจำเป็นต้องวิเคราะห์ต่อการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยให้ดี เพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ลุกลามมากขึ้นได้” นางสุกัญญา กล่าว.

ด้าน พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ ผบช.ภ.4 กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ได้มีกลุ่มนักศึกษาสถาบันหนึ่ง ในนามกลุ่มดาวดิน จำนวน 5 คน แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ไม่พอใจรัฐบาล ซึ่งฝ่ายทหารได้เชิญแกนนำทั้ง 5 คน ไปปรับทัศนคติและปล่อยตัวไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ถือว่านักศึกษาดังกล่าวต้องการแสดงออกในสิทธิของเขา และเขาได้ทำไปแล้ว นั่นเป็นการแสดงออกของเยาวชน ซึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัยที่นักศึกษาเรียนอยู่ และฝ่ายผู้ปกครอง พร้อมกับฝ่ายทหารก็ดำเนินการพูดคุยกันจนเป็นที่เข้าใจ และให้นักศึกษาดังกล่าวกลับไปเรียนหนังสือตามปกติเพื่ออนาคตของตนเองต่อไป

“ในเรื่องที่เกิดขึ้นฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดูเรื่องเจตนาของนักศึกษาในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นการแสดงออกในรูปแบบประชาธิปไตย ไม่มีเหตุการณ์ร้ายหรือรุนแรงเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วสงบไปในรวดเร็ว เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ถ้ามีการแจ้งความกับพนักงานสอบสวนก็ต้องมีดำเนินการตามกฎหมาย ในเรื่องนี้ทราบมาว่าผู้เสียหายไม่แจ้งความเอาผิดกับนักศึกษาที่มาชุมนุมย่อยในสถานที่ดังกล่าว แต่ได้มีการเตือนว่าอย่าได้กระทำขึ้นมาอีก ถ้าเป็นครั้งที่สองจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน”

ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1416568868

 7 
 on: November 21, 2014, 07:17:00 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 24 ฉบับที่ 8759 ข่าวสดรายวัน


หาจุดสมดุล-ใช้กฎอัยการศึก

รายงานพิเศษ





นับวันเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกดังขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดไม่ได้จำกัดวงเฉพาะนักการเมือง แต่ขยายไปในหมู่ประชาชน ต่างก็สะท้อนว่าได้รับผลกระทบจากการดำเนินชีวิต ไม่สามารถรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ ได้สะดวก

นอกจากนี้ยังกระทบบรรยากาศการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขั้นตอนรับฟังความเห็นต่างๆ ไม่สามารถทำได้เต็มร้อย

ขณะที่ฝ่ายทหารยืนยันเสียงเข้มว่า ต้องคงกฎอัยการศึกไว้เพราะบ้านเมืองยังไม่สงบ คลื่นใต้น้ำพร้อมจะปะทุ

ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล แล้วจุดพอดีของการบังคับใช้กฎหมายนี้อยู่ตรงไหน



ไชยันต์ รัชชกูล

คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี


ประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่เคยมีรัฐประหารครั้งไหนใช้กฎอัยการศึกปูทางเหมือนครั้งนี้ ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ขัดเจตนารมณ์แท้จริงของกฎอัยการศึก ที่มีไว้เพื่อป้องกันอริราชศัตรู ป้องกันการเกิดจลาจล


การคงไว้ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาสะท้อนชัดว่า คสช.ไม่สามารถคงความสงบอย่างแท้จริงไว้ได้ จะเห็นได้ว่ามีประชาชน นักศึกษาและนักวิชาการออกมาแสดงความคิดเห็น และแสดง ออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านอยู่เป็นระยะ


ความต้องการคงกฎอัยการศึกเพื่อหวังจะสร้างความสงบ คือปัญหาในตัวเองอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นเอง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อโรดแม็ประยะที่ 2 ของ คสช.


โดยเฉพาะกระบวนการปฏิรูปประเทศของ สปช. และกระบวนการ ยกร่างรธน. ที่จำเป็นต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในทุกขั้นตอน ก็ไม่สามารถทำได้


รวมถึงความต้องการของ กมธ.ยกร่างฯ ในการรับฟังความเห็น จากพรรคการเมืองก็ไม่อาจทำได้ เพราะติดปัญหาจากกฎอัยการศึกและประกาศ คสช. ก็ไม่อาจประชุมพรรคเพื่อให้ความคิดเห็นต่อ กมธ.ยกร่างฯได้เช่นกัน


คสช.สามารถผ่อนปรนได้ เริ่มจากยกเลิกบังคับใช้ในจังหวัดที่ไม่มีความเสี่ยงของการต่อต้านหรือเกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว จากนั้นค่อยๆ ลดระดับบังคับใช้พื้นที่ให้แคบลง เช่น กทม. ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกเขต แค่เฉพาะเขตใหญ่ใจกลางเมืองที่จำเป็นต้องดูแลก็น่าจะพอ


ตรงนี้น่าจะทำให้ภาพของ คสช.ดีขึ้น หากปล่อยไปแบบนี้ ภาพสะท้อนที่ออกมาคือ คสช.มีแต่เสีย ให้ดูการรัฐประหารปี 2535 นำนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กฎอัยการศึก เพราะนายอานันท์สามารถตอบโจทย์การบริหารประเทศบางอย่างให้ประชาชนได้


กฎอัยการศึกคือยาแรงและถูกนำมาใช้ผิดประเภท จากวันแรกที่ประกาศใช้เพื่อหวังคุมสถานการณ์ที่มวลชน 2 ฝ่ายมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน


แต่ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานไป สถานการณ์กลับกลายเป็นว่าประชาชน 2 ฝ่ายก็ไม่อาจรับได้ และอาจรวมกันกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับทหารได้ในที่สุด


คสช.ควรกำกับกฎหมายและบริหารประเทศโดยใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ แทนการใช้อำนาจจากกฎอัยการศึก




วิโรจน์ อาลี

คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


ในบริบทที่แม่น้ำทั้ง 5 สายไหลมารวมกัน คือการเดินหน้าปฏิรูปและการร่างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มตัว ผู้รับหน้าที่ดำเนินการอย่าง สปช. และกมธ.ยกร่างฯ ย่อมรู้ดีว่าจะต้องลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชนด้วย


การเปิดโอกาสและพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็น คือวิธีลดแรงกดดันที่เกิดขึ้นตอนนี้ นายกฯเองก็ระบุว่าใครมีข้อเสนอแนะให้ส่งเรื่องมายัง สปช. แต่ สปช.ก็ต้องลงพื้นที่จริงด้วย เพื่อให้ความคิดเหล่านี้มีประสิทธิภาพ และการปฏิรูปครั้งนี้ไม่เสียของ


หากยังคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึก แม้จะทำงานสำเร็จแต่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งการวิจารณ์นั้นก็จะไม่ใช่การมาเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล เพราะกฎอัยการศึกยังบังคับใช้อยู่ สปช.คงทราบประเด็นนี้ดี เพราะการร่าง รธน.จะทำให้ถึงที่สุดไม่ได้ ถ้าไม่ฟังเสียงประชาชน


พรรคการเมืองเองก็จะกลายเป็นฝ่ายมีปัญหา เพราะการเขียนกฎหมายใหม่มุ่งเน้นไปที่นักการเมือง แต่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ยังเกรงกลัว ไม่สามารถแสดงความเห็นได้เต็มที่ เพราะอาจไปขัดกฎอัยการศึกนี้


การยกเลิกกฎอัยการศึกไม่ได้หมายความว่า จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เพราะแม้จะยกเลิกไปแต่รัฐบาลหรือ คสช.ยังสามารถกำหนดขอบเขตได้ เช่น เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้ แต่ ถ้ากลายเป็นการชุมนุมประท้วงสามารถเข้ามาควบคุมโดยตรงได้


ส่วนความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นตอนนี้ มาจากคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ถูกบังคับจากกลุ่มการเมืองใด แต่พอมีการควบคุมที่เข้มงวดเกินไป เป็นธรรมชาติของคนที่จะแสดงออกด้วยวิธีต่างๆ เช่น การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่มีภัยร้ายแรง ต่อความมั่นคง


หากคิดว่าผู้ที่เห็นต่างเป็นคนไทยด้วยกันแล้ว ขอให้รับฟังความคิดของเขาด้วย การเกรงกลัวจนปิดกั้นทุกสิ่งอย่าง ย่อมไม่เกิดผลดี




อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง


ควรผ่อนปรนการประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่ใช่เพราะพรรคการเมืองประชุมไม่ได้ ประเด็นนั้นไม่สำคัญเท่ากับการที่สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เขาคิดหนักในการเดินทางมาท่องเที่ยวหรือลงทุนในไทย


คสช.ต้องดูเป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ไม่ใช่คิดในแง่ความมั่นคงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้านอื่นด้วย เปิดโอกาสให้คนอื่นวิจารณ์เรา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ


หากยิ่งห้ามแสดงออก ยิ่งกดดันคนที่ต้องการแสดงความเห็น ถามว่าจะให้เขาอยู่ใต้น้ำทำไม ให้อยู่บนน้ำดีกว่า ความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนในบ้านเราไม่รุนแรงเท่ากับบางประเทศ


ดังนั้นต้องกล้าให้คนได้แสดงออก คสช.กับรัฐบาลจะได้รู้ความคิดเขา ฟังเขาพูดดีกว่าห้ามพูด มิเช่นนั้นไม่มีประโยชน์ ถ้ามั่นใจว่าทำในสิ่งที่ดีจะไปกลัวอะไร ถ้าทำสิ่งดีคนจะรักเราเอง


เชื่อว่าทหารคิดได้อยู่แล้วว่าควรผ่อนปรนหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีที่เขาบอกว่าถ้าพรรคการเมืองจะประชุมก็ให้ทำหนังสือมาขออนุญาต แบบนี้ก็เป็นการผ่อนปรนลักษณะหนึ่ง


แต่อยากให้ คสช.เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาเปิดเวทีแสดงความเห็น หากสิ่งที่เขาวิจารณ์ไม่เป็นอันตราย เมื่อได้วิเคราะห์แล้วเห็นถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ อาจนำไปสู่การยกเลิกกฎอัยการศึกก็ได้


ส่วนประชาชนเอง หากทหารจะมาเฝ้าสังเกตการณ์ก็ให้เขาเฝ้า อย่าไปกลัว เราต้องแสดงความเห็นโดยชอบคือไม่ผิดกฎหมาย




http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakl4TVRFMU53PT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE5DMHhNUzB5TVE9PQ==

 8 
 on: November 21, 2014, 07:59:17 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
"ชัชชาติ"เปรียบเปรย นั่งสามล้อถีบ เทียบเพื่อนบ้าน แล้วคิดถึงประเทศไทย
วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 07:20:06 น.
 


วันที่ 21 พ.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้โพสต์ ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ส่วนตัว "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับรถสามล้อถีบ ที่ซอยสุขสวัสดิ์ 47 โดยเปรียบเปรยถึงพัฒนาการของประเทศไทย

ทั้งนี้ขอความที่นายชัชชาติ เขียนผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า





เมื่อวานไปงานศพคุณแม่เพื่อนที่วัดครุนอก สุขสวัสดิ์ 47 ปากซอยยังมีรถสามล้อถีบรอให้บริการอยู่ 3 คันแบบเหงาๆ กับมอเตอร์ไซค์วินเป็นสิบๆคันที่คนใช้บริการกันคึกคัก ผมเลยลองนั่งสามล้อเข้าวัด ระยะทางประมาณเกือบกิโล

คุยกับลุงคนขี่ ลุงเขาขี่มายี่สิบกว่าปีแล้ว จากเดิมสามล้อเจริญรุ่งเรืองมาก เฉพาะซอยนี้มี 40 กว่าคัน แต่ตอนนี้เหลือ 3 คัน เพราะสู้มอเตอร์ไซค์วินไม่ได้ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ กับ คนมีสัมภาระ ค่าโดยสารเที่ยวละ 10 บาท วันนึงได้สิบกว่าเที่ยว ร้อยกว่าบาท ลุงบอกว่าอีกไม่นานพอป้าเกษียณก็คงจะเลิกแล้ว

กลับมาแล้วคิดถึงลุงครับ สามล้อถีบอาจเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านไปทั้งๆที่สามล้อยังให้บริการได้เหมือนเดิม แต่เรามีทางเลือกอื่นที่สะดวกกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้สามล้อแข่งขันได้ยากขึ้น

เห็นสามล้อถีบที่สุขสวัสดิ์ 47 และเห็นการพัฒนาต่างๆของเพื่อนบ้านเรา แล้ว คิดถึงประเทศไทยครับ

 9 
 on: November 20, 2014, 11:01:47 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์




กรณี ไทยพีบีเอส กรณี ณาตยา แวววีรคุปต์ เรื่อง สื่อสาธารณะ


กรณีของ น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ บรรณาธิการรายการ ฟังเสียงประชาชนก่อนการปฏิรูป ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส น่าศึกษา น่าทำความเข้าใจ

โดยเฉพาะต่อ บทบาท และ ความหมาย

ไม่ว่าจะมองจากมุมของรัฐบาล ไม่ว่าจะมองจากมุมของคสช. และที่สำคัญ ไม่ว่าจะมองจากมุมของสื่อ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมของ สาธารณะ

รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นิ่งอย่างเป็นพิเศษ

เป็นการนิ่งโดยรับฟังรายงานจาก คสช.จากการกำกับของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกอยู่ด้วย

ยืนยันว่า ไม่คุกคาม หากเป็นการ ขอความร่วมมือ

ท่าทีเช่นนี้อาจเป็นเรื่องปกติในสถานการณ์ กฎอัยการศึก และในสถานการณ์ที่ คสช.มีประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และฉบับที่ 103 อยู่ในมือ

แต่ในสถานการณ์ ปกติ ท่าทีเช่นนี้ย่อม ไม่ปกติ


ความน่าสนใจอาจสัมผัสได้จากท่าทีและความเห็นอันปรากฏออกมาจากสังคมสื่อ ไม่ว่าสื่อโทรทัศน์ ไม่ว่าสื่อหนังสือพิมพ์

ปรากฏว่า ดำเนินไปอย่าง กระจัดกระจาย

บางส่วนประเมินว่า ท่าทีคุกคามของ คสช.และของรัฐบาลเช่นนี้มีแต่บั่นทอนตัวของ คสช.และของรัฐบาลเอง

เพราะ สวน กับแนวทาง ปฏิรูป อย่างเห็นได้ชัด

กระนั้น สื่อกระแสหลัก ส่วนใหญ่ กลับเฉยๆ และมีสื่อบางกลุ่มบางฝ่ายกลับแสดงความไม่เห็นด้วยกับบทบาทและการเคลื่อนไหวของ น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ อันรวมถึงไทยพีบีเอสด้วย น่าสนใจก็ตรงที่มาจากสื่อสาย นกหวีด ด้วยกัน

นี่เท่ากับเป็น กระจก ให้กับ ไทยพีบีเอส อย่างสำคัญ


ทั้งนี้ เพราะบทบาทของ น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ เป็นที่รับรู้กันว่าแนบแน่นอยู่กับกระแสเป่านกหวีดของ มวลมหาประชาชน มาตั้งแต่ต้น

อันเท่ากับเห็นชอบด้วยกับ รัฐประหาร โดยอัตโนมัติ

ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและผู้รักประชาธิปไตย ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการรัฐประหารน้อยมาก

เพิ่งจะ หงุดหงิด ก็เมื่อ ไทยพีบีเอส ตกเป็นเหยื่อเสียเอง

จึงกังขาว่า แท้จริงแล้วความหมายของการคุกคามและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของไทยพีบีเอส มีความหมายอย่างเดียวกันกับการคุกคามและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่

ตรงนี้ย่อม สะเทือน ต่อ ไทยพีบีเอส โดยตรง


บทบาทและความหมายของ ไทยพีบีเอส ในฐานะอันเป็น สื่อสาธารณะ จึงมีความสำคัญ

ไม่ว่า สื่อมวลชน ไม่ว่า สื่อสาธารณะ จะมิอาจดำรงอยู่ได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี หากไม่ได้รับการค้ำยันจาก มวลชน และจาก สาธารณะ อย่างแท้จริง

กรณี น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ ให้ คำตอบ ได้อย่างทรงความหมาย

 10 
 on: November 20, 2014, 09:28:50 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์





ไม่ใช่ยุคป่าเถื่อน

ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


เหตุ ใดอัยการกับป.ป.ช.จึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ในสำนวนที่ป.ป.ช.ยื่นให้ฟ้องร้องยิ่งลักษณ์เป็นคดีอาญา ด้วยข้อกล่าวหาปล่อยปละละเลยจนเกิดทุจริตโครงการจำนำข้าว โดยประชุมกันมาหลายรอบหลายยกแล้ว

ไม่ควรตอบโดยเอาอคติมาเป็นบทสรุปว่า เพราะ รับใช้ระบอบทักษิณ

เนื่องจากหลังคสช.เข้ามาปกครองบ้านเมือง ได้มี คำสั่งเปลี่ยนแปลงอัยการสูงสุดทันที

แล้วจะเป็นอัยการรับใช้ระบอบทักษิณไปได้อย่างไร ไม่เป็นเหตุเป็นผลอย่างยิ่ง

อีกทั้งหากการประชุมร่วมระหว่างอัยการกับ ป.ป.ช. ซึ่งดำเนินมาหลายครั้ง

ถ้าอัยการงัดข้อกับป.ป.ช.โดยไม่ยึดข้อกฎหมาย ไม่ยึดหลักแห่งพยานหลักฐาน

คงไม่อยู่รอดปลอดภัยมาถึงวันนี้หรอก!?

การ ที่สำนวนดังกล่าว ยังไม่ผ่านการเห็นชอบ ของอัยการ มีคำแถลงแจกแจงทุกครั้ง เช่น ป.ป.ช.ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานเรื่องการทุจริตได้ชัดเจน

อีกประการที่รับรู้กันทั่วก็คือ ป.ป.ช.ยังไม่ได้ชี้เลยว่าโครงการจำนำข้าวมีการทุจริตอย่างไร ใครคือผู้ทุจริต

ยังสรุปไม่ได้ว่ามีการทุจริต แต่กลับชี้มูลความผิดอดีตนายกรัฐมนตรีว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต

นี่จึงทำให้อัยการยังไม่สามารถเห็นพ้องกับสำนวน ป.ป.ช.ได้

เรื่องเดียวกันนี้ เมื่อป.ป.ช.ยื่นให้สนช.ดำเนินการถอดถอนยิ่งลักษณ์ ย่อมต้องคิดกันหนัก!!

อาจจะมีสนช.ยุคถ้ำจำนวนหนึ่งที่กระเหี้ยนกระหือรือจะถอดถอนให้ได้

แต่สนช.โดยส่วนใหญ่ น่าจะยังมีสติพอจะใช้หลักกฎหมายและพยานหลักฐานมาตัดสินใจ

อีกทั้งสนช.ข้างมากย่อมยึดแนวทางของคสช. ซึ่งเข้ามาควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองเพื่อแก้ไข ความขัดแย้ง ไม่ใช่มาเข่นฆ่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ที่สำคัญโลกยุคนี้ ไม่ใช่ยุคที่สังคมจะอยู่โดยคนที่คิดเหมือนกันเป็นแนวเดียวกันล้วนๆ

ไม่ใช่ยุคป่าเถื่อน กลุ่มต่างทางการเมืองต้องเอาไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ให้หมด!!

มีประเทศที่เจริญทางปัญญาแล้วมากมาย พิสูจน์ ให้เห็นว่า ความคิดต่างต่อสู้กันด้วยเหตุผล มีวาระ ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

อีกทั้งต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในทาง การเมือง ไม่ใช่ผู้มีอำนาจหรือคนที่คิดว่าตัวเองดีกว่า ชาวบ้าน มาคอยตัดสินใจแทน

โครงการจำนำข้าวมีข้อด้อยข้อเสียแน่ๆ

มีคนจำนวนมากต้องการตัดสินชะตากรรมจำนำข้าวด้วยมือตนเองในวันเลือกตั้ง

ไม่ใช่คนหยิบมือเดียวมาตัดสินแทน!




http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5qUXhNak0yTXc9PQ==&sectionid=

Pages: [1] 2 3 ... 10