Pages: [1] 2 3 ... 10
 1 
 on: November 28, 2014, 11:50:10 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
                 

รายการ ชีพจรการเมือง กับ โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ
ดำเนินรายการโดย คุณ มิดไนท์ซัน ทางเว็ป นปช.อียูสวีเดน
หัวข้อ ตอน 1. สงครามเริ่มแล้ว กระบวนการ ทำลายชื่อเสียง
2. และ เครื่อข่ายอำนาจ เส้นทางของตระกูล ก๊กอำมาตย์ จนมาถึง กฤดากร
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2557


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

ขอบคุณ นปช.อียูสวีเดน คุณ clip Thai
โดย
http://www.konthaiuk.com/home.php
http://www.khonthaiuk.info/home.php
http://www.khonthaiuk.co.uk/home.php
http://konthaiuk.eu/home.php
http://www.konthaiuk.info/home.php


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

28-11-2014>>หัวข้อ  สงครามเริ่มแล้ว กระบวนการ ทำลายชื่อเสียง
และ เครื่อข่ายอำนาจ เส้นทางของตระกูล ก๊กอำมาตย์ จนมาถึง กฤดากร






●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

เวปไซด์ คนไทยยูเค สนับสนัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่ ของ ปชช เท่านั้น

 2 
 on: November 28, 2014, 04:11:51 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger


Chaturon Chaisang

มองรัฐบาล มองคสช. :

มีเพื่อนตั้งประเด็นมาว่า อยากให้ช่วยประเมินผลงานคสช.และรัฐบาลในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ความจริงแล้วผมไม่ได้คิดว่า ควรจะต้องเขียนหรือพูดอะไรในโอกาสครบรอบกี่เดือนหรือกี่ปีของการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้สักเท่าไหร่ อยากเป็นแบบเห็นอะไรตอนไหนน่าพูดก็พูด น่าจะดีกว่า แต่ประเด็นที่มีคนตั้งมาก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน เพราะระยะหลังนี้ดูจะมีเหตุการณ์ต่างๆมากมายเกิดขึ้น และ 6 เดือนที่ผ่านมา ก็ทำให้พอมองเห็นแนวโน้มความเป็นไปของบ้านเมืองในหลายๆด้าน หากได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้างก็น่าจะเป็นประโยชน์ตามสมควร

การบริหารงานและการแก้ปัญหาโดยรวมๆของรัฐบาล

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่วิจารณ์ค่อนข้างยาก เพราะเวลาผ่านไปยังไม่มาก อีกอย่างหนึ่งการทำงานของรัฐบาลนั้น ไม่มีการทำสัญญาประชาคมอะไรมาก่อน ถึงแม้มีการแถลงนโยบาย แต่ก็คงไม่มีใครจำได้ว่า รัฐบาลแถลงอะไรไว้บ้าง คสช.และรัฐบาลประกาศจะทำอะไรหลายอย่าง ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งเรื่องธรรมดาๆไปจนถึงเรื่องที่ซับซ้อนซึ่งต้องใช้เวลานาน ผลงานจึงไม่ชัดเจน บางเรื่องก็กลายเป็นท่าดีทีเหลวไปแล้วก็มี

ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็คือ หาคนมาร่วมงานได้ยากและผู้ที่มาบริหารไม่รู้สึกว่า มีพันธะผูกพันอะไรกับประชาชน ยิ่งหัวหน้ารัฐบาลย้ำอยู่บ่อยๆว่า ทำอะไรไม่ได้ต้องการคะแนนเสียง ก็ยิ่งทำให้รัฐมนตรีทั้งหลายคำนึงถึงความเรียกร้องต้องการของประชาชนน้อยลงเรื่อยๆ

ถ้าสรุปสั้นๆก็คงต้องบอกว่าไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่มากและควรจะมีการติดตามตรวจสอบกันอย่างสม่ำเสมอ ผมจะวิจารณ์เรื่องนี้ให้มากขึ้นในโอกาสต่อๆไป

ในขั้นนี้ ขอพูดเพียงย่อๆก่อนว่า ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสมากอย่างที่ทราบกัน เศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำและไม่มีแนวโน้มที่จะกระเตื้องขึ้นในเร็วๆนี้ เศรษฐกิจไทยซึ่งอาศัยการส่งออกมากเป็นพิเศษจึงลำบากไปด้วย

ปัญหาสำคัญอีกอย่าง คือ ปัจจัยภายในของประเทศเราเอง ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงปีกว่าๆที่ผ่านมา ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเศรษฐกิจ เมื่อมีการรัฐประหารก็ยิ่งเป็นผลเสียต่อความร่วมมือ คบค้าสมาคมกับประเทศต่างๆ บรรยากาศการลงทุนก็ยิ่งเสียไป การปกครองโดยคสช.ภายใต้กฎอัยการศึกมีผลอย่างมากต่อการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

รัฐบาลประกาศว่า มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบ้างแล้วและกำลังจะมีเพิ่มเติมอีก แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประกาศไปแล้ว เกือบทั้งหมดเป็นเพียงการรวบรวมรายการงบประมาณที่ยังไม่ได้ใช้จ่ายของปีที่แล้วกับงบประมาณหลายๆรายการของปีปัจจุบัน ที่รัฐบาลต้องการให้เร่งรัดใช้จ่ายให้เร็วขึ้น ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คิดขึ้นต่างหากอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ซ้ำร้าย การใช้จ่ายภาครัฐก็ยังไม่ได้เร็วขึ้นอย่างที่ประกาศด้วย

ส่วนมาตรการทางการคลังเท่าที่ประกาศมา ส่วนใหญ่ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เน้นที่การหาทางเพิ่มรายได้กับการพยายามลดความเหลื่อมล้ำเสียมากกว่า

โดยรวมแล้วบทบาทของคสช.และรัฐบาล มีผลทางลบมากกว่าจะเป็นผลในทางบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งคงต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีมาตรการใหม่ๆอะไรออกมาอีก

ประเมินผลงานตามข้ออ้างในการรัฐประหาร

การรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ มีข้ออ้างน้อยกว่าครั้งก่อนมาก คือ อ้างว่า บ้านเมืองมีความขัดแย้งและเกิดความรุนแรง รัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้และรัฐบาลอยู่ในสภาพที่บริหารปกครองไม่ได้ ไม่สามารถรักษากฎหมายได้ คสช.จึงจำเป็นต้องเข้ามายึดอำนาจเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น

ต่อมา จึงได้มีการเพิ่มเติมสิ่งที่คสช.ต้องการจะทำอีกมากมายหลายอย่าง แต่ที่เน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ การปฏิรูปประเทศและการแก้ปัญหาคอรัปชั่น

ผมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปที่กำลังทำกันอยู่ไปบ้างแล้ว ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมในตอนนี้

ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาคอรัปชั่นนั้น ความจริงกำลังเป็นที่สนใจมากขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อมีนักธุรกิจที่ติดตามเรื่องนี้ออกมาพูดว่า ในหลายเดือนมานี้ก็ยังมีการคอรัปชั่นในอัตราที่สูงมาก กับล่าสุด อดีตนายกฯท่านหนึ่งก็พูดว่า ได้ยินเรื่องคอรัปชั่นมาเหมือนกัน ปัญหาคอรัปชั่นจึงเป็นเรื่องที่เราควรติดตามและให้ความสำคัญอย่างมาก แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นหัวข้อใหญ่หัวข้อหนึ่งทีเดียว จึงจะขอเอาไว้พูดถึงในโอกาสหน้า

การแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง

พลันที่คสช.เข้ายึดอำนาจ การใช้ความเป็นรัฏฐาธิปัตย์และกฎอัยการศึกได้ทำให้การกระทำผิดกฎหมายตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องถูกลงโทษและเหตุการณ์บ้านเมืองที่เคยวุ่นวายยุติลงได้ในทันที

ไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ขัดต่อกฎหมายปกติของบ้านเมือง อาจจะมีบ้างก็เป็นการแสดงออกที่อาจขัดต่อคำสั่งคสช.หรือที่คสช.เห็นว่า ไม่เหมาะสม

ถ้าดูผิวเผินก็เหมือนกับว่า ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทยได้รับการแก้ไขไปมากแล้ว

แต่ถ้าวิเคราะห์ถึงต้นเหตุความเป็นมาของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหลายปีมานี้และสภาพความเป็นจริงที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบันก็จะพบว่า ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทย นอกจากยังไม่ได้รับการแก้ไขแล้วยังถูกกดทับ กลบเกลื่อนไว้ และใน 6 เดือนมานี้ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มเงื่อนไขของความขัดแย้งและความรุนแรงให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ในวงอภิปราย เสวนาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาบ้านเมือง รวมถึงการปฏิรูปทั้งหลาย เกือบจะไม่มีการพูดถึงสาเหตุของความขัดแย้งในสังคมไทยในหลายปีที่ผ่านมา

ไม่ค่อยมีการพูดกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งหรือไม่ อย่างไร ?

มีการพูดว่า ก่อนการรัฐประหาร บ้านเมืองอยู่ในสภาพที่บริหารปกครองไม่ได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจในการแก้ปัญหา กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย แต่ไม่ค่อยมีการพูดกันว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ใครบ้างที่ทำให้เป็นเช่นนั้น

ที่แย่กว่านั้นคือ ไม่มีการพูดกันเลยว่า จะทำอย่างไรบ้านเมือง จึงจะไม่ต้องอยู่ในสภาพอย่างนั้นอีก

6 เดือนมานี้ มีการใช้อำนาจรัฎฐาธิปัตย์และกฎอัยการศึกเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งก็มีต้นทุนสูง คือ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปและการร่างรัฐธรรมนูญอย่างมาก จนทำให้ยากที่จะเกิดการปฏิรูปจริงๆหรือรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

เมื่อผู้คนในสังคมที่มีความขัดแย้งกันมานาน ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ กระบวนการที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งและการปรองดองก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

ในกระบวนการปฏิรูปและการร่างรัฐธรรมนูญ มีการพูดถึงการออกแบบระบบที่จะลดบทบาทของพรรคการเมืองและนักการเมืองลง ลดความหมายของการเลือกตั้งลง บ้าง ต้องการจัดการกับพรรคการเมืองบางพรรค นักการเมืองบางคนหรือบางครอบครัว ซึ่งก็เป็นความคิดเดิมๆที่เคยคิดเคยทำกันมาแล้วหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าความคิดเหล่านี้นี่เองที่มีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้มีความขัดแย้งในสังคมมากยิ่งขึ้นทุกที

แต่ไม่มีการพูดถึงปัญหาว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยและพัฒนาไปได้อย่างราบรื่นเมื่อมีรัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว

พูดอีกแบบก็คือ ไม่มีการพูดกันว่า จะทำอย่างไรให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพกฎหมายเป็นกฎหมาย เมื่อไม่มีการใช้อำนาจรัฎฐาธิปัตย์ที่มาจากการรัฐประหารและการใช้กฎอัยการศึก

อย่างที่พูดที่ทำกันมาใน 6 เดือนมานี้ ยังอธิบายไม่ได้ว่า ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร จะก้าวสู่ความเป็นนิติรัฐและยึดหลักนิติธรรมได้อย่างไร ?

อย่างที่พูดที่ทำกันมา 6 เดือนมานี้ยังเหมือนกับว่า สังคมไทยมีทางเลือกแค่ 2 ทางคือ

1.เมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่มีการใช้กฎอัยการศึก บ้านเมืองก็อาจกลับอยู่ในสภาพไม่มีขื่อมีแปอีกเมื่อไหร่ก็ได้ หรือ

2.ต้องอาศัยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์และกฎอัยการศึกในการปกครองบ้านเมืองซึ่งก็คือ สภาพที่ไม่เป็นนิติรัฐ เพราะบุคคลหรือกลุ่มบุคคล คือ กฎหมายหรือมีอำนาจเหนือกฎหมาย ไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น

สภาพเช่นนี้คล้ายกับว่า ผู้ที่มีอำนาจและผู้ที่กำลังจะสร้างระบบการปกครองบ้านเมืองที่ต้องอาศัยบริการจากรัฏฐาธิปัตย์และกฎอัยการศึกไปอีกตราบนานเท่านานนั่นเอง

ส่วนความขัดแย้งในสังคมนอกจากไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ในอนาคตยังจะมีมากขึ้นอีกด้วย

ถ้าประเมินผลงานของคสช.ว่า สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ตามข้ออ้างของการยึดอำนาจคือ การเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งแล้ว ดูผิวเผินก็เหมือนจะสำเร็จ แต่วิเคราะห์ให้ดี ไม่ต้องถึงกับลึกซึ้งอะไรมากก็เห็นจะต้องบอกว่าถ้ายังเดินหน้าไปอย่างนี้ "เสียของ" อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ผมไม่ได้ไปหารือกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอแสดงความเห็นฝากไปยังท่านทั้งหลายเหล่านั้นด้วยหวังว่า จะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

จาตุรนต์ ฉายแสง
28 พฤศจิกายน 2557
---------------------

ที่มา https://www.facebook.com/Chaturon.FanPage/photos/a.10151381803952359.538551.357761117358/10152871703187359/?type=1

 3 
 on: November 28, 2014, 02:10:13 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
พระราชวังเดิม จะรื้อทำไม? : โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 11:59:41 น.
 


พระราชวังเดิม จะรื้อทำไม?

คอลัมน์ สยามประเทศไทย
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ





ร.5 พระราชทานพื้นที่บริเวณพระราชวังเดิม เป็นที่ตั้งโรงเรียนนายเรือ "โดยทรงเน้นว่าให้อนุรักษ์โบราณสถานเดิมที่มีอยู่ในวังให้คงอยู่สืบไป"

พญ.คุณหญิงนงนุช ศิริเดช ภริยาอดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือ และผู้บริหารมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม ให้สัมภาษณ์มติชน (อาทิตย์สุขสรรค์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2557 หน้า 13) แล้วบอกต่อไปอีกว่า

"ดิฉันเคยไปบ้านกัปตันฮุกที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบ้านหลังเล็กมาก เหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แต่คนไปเที่ยวเยอะมาก เพราะเป็นบ้านบุคคลสำคัญของประเทศเขา ไม่ใช่ไปเห่ออะไรที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระ"

"ครูก็ควรช่วยกันปลูกฝังให้เด็กๆ รักชาติบ้านเมือง แต่จะรักเฉยๆ ไม่ได้ ต้องช่วยกันอนุรักษ์และรักความเป็นไทย เรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ว่าเราเป็นชาติได้อย่างไร"

"ของเก่าของดีที่มีอยู่ต้องเก็บไว้ ไม่ใช่ทำลายแล้วสร้างขึ้นใหม่"

สาระสำคัญที่ยกมานี้ ต้องบอกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงให้รู้ก่อนคนอื่น คือบรรดาข้าราชการกองทัพเรือที่ทำราชการอยู่บนพื้นที่พระราชวังเดิม

เพราะมีรายงานข่าวว่าจะมีผู้สั่งรื้อกำแพงพระราชวังเดิมแล้วมีนายทหารเรือออกมาปฏิเสธข่าวว่าสื่อเข้าใจผิดไม่ได้รื้อกำแพงพระราชวัง แต่รื้อกำแพงโรงเรียนนายเรือ

พูดอย่างนี้ไม่เหมือนศรีปราชญ์ แต่ใกล้ไปทางศรีธนญชัย เพราะนั่นเป็นโบราณสถานเดียวกัน จะเล่นลิ้นปลิ้นโวหารทำไม?

พระราชวังเดิม และบริเวณต่อเนื่องโดยรอบ เป็นพื้นที่มีความเป็นมายาวนานมาก เกี่ยวข้องประวัติศาสตร์อยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์

บางกอก บริเวณพระราชวังเดิมและฝั่งตรงข้าม (ท่าเตียน-ปากคลองตลาด) คือย่านบางกอกมาแต่ยุคก่อนอยุธยาที่คนทั่วโลกรู้จักในนาม BANGKOK

เมืองธนบุรี พื้นที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์กับพระราชวังเดิม เป็นที่ตั้งเมืองแห่งแรกของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยุคต้นอยุธยา สมัยแรกเรียกเมืองบางกอก สมัยหลังเรียกเมืองธนบุรี ที่สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้จ้างช่างชาวยุโรปสร้างป้อมไว้สองฟากแม่น้ำตรงนี้ เพื่อควบคุมการสัญจรในแม่น้ำเจ้าพระยา

พระเจ้าตาก หลังเสียกรุง พ.ศ.2310 พระเจ้าตากประทับชั่วคราวอยู่เมืองธนบุรี เป็นศูนย์กลางบริหารราชการกรุงธนบุรี

ร.1 หลังปราบดาภิเษก พ.ศ.2325 ร.1 ประทับชั่วคราวอยู่พระราชวังเดิม ขณะกำลังก่อสร้างพระราชวังแห่งใหม่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ร.2 ประทับอยู่พระราชวังเดิม เมื่อ ร.1 ย้ายไปอยู่พระราชวังหลวงแห่งใหม่ฝั่งตรงข้าม

พระปิ่นเกล้า เริ่มชักธงในสยามเป็นครั้งแรกตามแบบยุโรป เมื่อประทับอยู่พระราชวังเดิม

สุนทรภู่ เมื่อลาสิกขาแล้วได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระปิ่นเกล้าอยู่ในพระราชวังเดิม โดยเชื่อกันว่ามีเรือนอยู่บริเวณนี้ด้วย

นี่ยังไม่รวมถึงย่านนี้เป็นแหล่งพิมพ์วรรณกรรมสำคัญๆของสยาม

พระราชวังเดิมและพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบจึงควรสงวนรักษาไว้เป็น "มิวเซียม" ประวัติศาสตร์สำคัญยิ่งอย่างน้อย 3 ด้าน

(1.) ประวัติศาสตร์สังคมก่อนเป็นกรุงเทพฯ
(2.) ประวัติศาสตร์การเมืองก่อนเป็นกรุงรัตนโกสินทร์
(3.) ประวัติกองทัพเรือและพาณิชย์นาวี

โดยไม่คิดแตะต้องรื้อทำลายกำแพงลง แล้วสร้างอาคารใหม่ให้เป็นทัศนอุจาดขึ้นแทน



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1417145745

 4 
 on: November 28, 2014, 02:00:14 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์    



ต้องเปิดกว้าง

ทิ้งหมัดเข้ามุม
สมิงสามผลัด

กระแส ชู 3 นิ้วช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มนักศึกษาหัวก้าวหน้า-หัว ประชาธิปไตย เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว

ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อจะ ล้มล้างรัฐบาล ไม่ได้ออกมาชัตดาวน์กรุงเทพฯ หรือไม่ได้ไปล้อมคูหาเลือกตั้ง

แบบการแสดงออกของบางกลุ่ม ในอดีต

เป็นเรื่องนี้ที่เข้าใจกันได้ง่ายๆ

ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ก็เข้าใจในเรื่องนี้เช่นกัน ดูได้จากปฏิกิริยาของนายกฯประยุทธ์ที่เป็นกันเองในวันที่ 5 น.ศ.กลุ่มดาวดินบุก ชู 3 นิ้วหน้าเวทีปราศรัยที่ขอนแก่น

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ยังมีแนวคิดว่าจะเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อให้บรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือกลุ่มนักวิชาการ ใช้เป็นเวทีแสดงความคิดเห็น

อันนี้ก็ถือเป็นเรื่องดีเช่นกัน

ดีกว่าไปไล่กวาดต้อน ไล่จับ เอาตัวไปปรับทัศนคติ

หรือ ปล่อยให้คนในรัฐบาลออกมาตอบ โต้แบบข้างๆ คูๆ ว่ากลุ่มน.ศ.ชู 3 นิ้วไม่ตรง กับเนื้อหาของหนัง ?เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์? เพราะยิ่งพูดแบบนี้ยิ่งปล่อยไก่

ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังจะทำให้สถานการณ์มันแย่ลง

ฉะนั้น ท่าทีที่เปิดกว้างของพล.อ. ประยุทธ์ในเรื่องการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้ เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะการแสดงออกเหล่านี้เป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน

ยิ่งล่าสุดฮิวแมนไรต์วอตช์รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย หลังเกิดการรัฐประหาร 22 พ.ค. มาครบรอบ 6 เดือนพอดิบพอดี

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือการปิดกั้นการแสดงความเห็นทางการเมือง

โดยเฉพาะเรื่องการจับกุมกลุ่มน.ศ. ที่ชู 3 นิ้ว

และยังเสนอให้รัฐบาลเลิกเข้มงวดกับการแสดงความคิดเห็น หรือการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม

เพื่อให้ไทยเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

 5 
 on: November 28, 2014, 01:54:11 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 23:07 น.  ข่าวสดออนไลน์    



"ธงชัย วินิจจะกูล" ย้ำปชต.เป็นทางออกเดียวของสังคมไทย

ที่มามติชนออนไลน์

จัสติน เดรนแนน ผู้สื่อข่าวของนิตยสารฟอรีน โพลิซี่ (เอฟพี) ได้สัมภาษณ์ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการไทย ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐ อดีตนักศึกษาที่ทำกิจกรรมด้านประชาธิปไตย ซึ่งเคยถูกจำคุกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถึงสถานการณ์การเมืองล่าสุดของประเทศไทย

มติชนออนไลน์แปลเนื้อหา บางส่วน มานำเสนอ ดังนี้


 
เอฟพี-จอห์น ซิฟตัน จากฮิวแมนไรทส์วอทช์บอกว่าการรัฐประหารก่อนหน้านี้ในปี 1991 และ 2006 จะมีลักษณะของการจัดระบบระเบียบขึ้นมาใหม่ภายในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้จะเหมือนกับการรัฐประหารในช่วงสงครามเย็น ที่ผลสืบเนื่องของมันจะมีอายุยืนยาวไปอีกนาน คุณเห็นอย่างไรในประเด็นนี้

ธงชัย-ผมขอพูดอย่างนี้ละกัน ผมไม่รู้ว่าคณะรัฐประหารชุดนี้จะอยู่ในอำนาจนานแค่ไหน แต่แม้ว่าคณะทหารจะถอนตัวออกไป ก็ใช่ว่าประเทศไทยจะกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งเหมือนกับช่วงก่อนปี 2006 ผมคิดว่าผลของรัฐประหารจะยังคงอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาอีกนาน ผู้คนพูดถึงว่าเรามีการรัฐประหารกี่ครั้ง มีรัฐธรรมนูญกันมากี่ฉบับแล้ว สำหรับผมมีการรัฐประหารเพียงสามครั้งที่มีนัยยะสำคัญมากกว่าการรัฐประหารครั้งอื่นๆ การรัฐประหารส่วนใหญ่เป็นการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างชนชั้นนำ ดังนั้น ไม่ว่ารัฐประหารเหล่านั้นจะมีอายุยืนยาวหรือไม่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

การรัฐประหารครั้งล่าสุดเป็นหนึ่งในสามรัฐประหารที่สำคัญ ที่การต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำเป็นแค่ปัญหาระดับเปลือกนอก การรัฐประหารในปี 1957, 1976 และครั้งนี้ เกิดขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในระดับที่ลึกกว่านั้น มันเป็นผลสะท้อนจากความขัดแย้งทางชนชั้น การกำเนิดกลุ่มคนเมืองยุคใหม่ที่มาจากชนบทในอดีต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งกับระบบการเมืองแบบเก่า คนเมืองยุคใหม่ได้รับอำนาจทางการเมืองผ่านระบบเลือกตั้ง ซึ่งแย้งกับระบบการเมืองแบบเครือข่ายที่ครอบงำชนชั้นนำอยู่ โดยที่ชนชั้นนำเหล่านั้นก็ไม่เคยเชื่อถือระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง

เอฟพี-แล้วความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเช่นนี้มีบทบาทเช่นไรในการรัฐประหารทั้งสามครั้งที่คุณกล่าวถึง

ธงชัย-เมื่อครั้งปี 1957 สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยไม่ใช่รัฐขนาดเล็กที่ปกครองโดยคนกลุ่มเล็กๆ อีกต่อไป พรรคการเมืองหลายพรรคมีความเป็นเสรีนิยมมากเกินไป ซึ่งนั้นไม่เป็นที่พึงพอใจของกองทัพ มันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นเช่นกัน อเมริกาเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทยอย่างหนักในช่วงปลายทศวรรษที่ 50 การรัฐประหารในปี 57 เป็นการพลิกกลับทางประวัติศาสตร์ทำให้ประเทศไทยมีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ในช่วงการต่อต้านคอมมิวนิสต์

ในทศวรรษ 70 สถานการณ์เปลี่ยนไป จากการเติบโตขึ้นอย่างมากของสังคมเมืองและการเพิ่มขึ้นของจำนวนชนชั้นกลาง มีการต่อต้านอำนาจรัฐของนักศึกษา, ปัญญาชน และกลุ่มอื่นๆในบรรดาชนชั้นกลาง การรัฐประหารปี 76 จึงมีขึ้นเพื่อโต้กลับคนกลุ่มนี้ ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ 70 ประชาธิปไตยยังคงจำกัดแต่เฉพาะในกรุงเทพฯ ประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์จากประชาธิปไตยเหมือนกันทั้งประเทศ

แต่ตอนนี้ประชาธิปไตยได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศ มันไปถึงภาคเหนือไปถึงชนบท ที่เมื่อครั้งทศวรรษที่ 70 ผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้สนใจเลยว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ตอนนี้พวกเขามีส่วนร่วมและได้ใช้สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้ง และพวกเขาต้องการรับผลประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตย แต่ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ไม่ยินยอม คนเหล่านี้กลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้

เอฟพี-คุณช่วยลองเปรียบเทียบบรรยากาศหลังการรัฐประหารครั้งล่าสุด กับการรัฐประหารที่คุณเจอตอนเป็นผู้นำนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1976 ให้หน่อยครับ

ธงชัย-ในปี 1976 มันร้ายแรงกว่ามาก แต่ก็ยากที่จะเปรียบเทียบ ผมคิดว่าในช่วงทศวรรษที่ 80 และ 90 ประเทศไทยได้เดินทางมาไกลมาก ผมไม่เคยเชื่อว่าการรัฐประหารจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก ผมเชื่อว่าคนที่เรียกร้องรัฐประหารและคนที่เกลียดทักษิณเข้าไส้ ตอนนี้พวกเขาก็คงไม่มีความสุขสักเท่าไหร่กับการครองอำนาจของฝ่ายรัฐประหาร เพราะว่าแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่กองทัพเอามาใช้มันล้าหลังเอามากๆ ยกตัวอย่างเช่น การให้เด็กจำหลักค่านิยม 12 ประการ และให้พวกเขาท่องมันทุกวันตอนเช้า

คณะรัฐประหารยังพยายามฉุดรั้งการกระจายอำนาจซึ่งได้พยายามทำกันมาตั้งแต่ยุค 70 เพื่อยกเลิกการดำรงตำแหน่งตลอดชีพของพวกผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน เพื่อให้ระบบการเมืองตั้งแต่ระดับล่างสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ พรรคการเมือง นักวิชาการ เอ็นจีโอ จำนวนมากต่อสู้เรื่องนี้มากว่า 30 ปี จนกระทั่งการปฏิรูปได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญปี 1997 แต่หนึ่งในคำสั่งของคณะรัฐประหารคือให้ระงับการกระจายอำนาจทั้งระบบไปจนถึงระดับหมู่บ้าน ทำให้ระบบการเมืองที่ประชาชนต่อสู้มาด้วยการค่อยๆ ก้าวเดินทีละก้าว ต้องถอยกลับไปอยู่ในโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี 1893 นี่แสดงให้ว่าพวกเขามีแนวคิดที่อนุรักษ์เพียงใด

เอฟพี-คุณคิดว่านโยบายยึดอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเช่นนี้มีขึ้นเพื่อที่จะควบคุมภาคเหนือและอีสานซึ่งเป็นฐานสนับสนุนของครอบครัวชินวัตรมากน้อยเพียงใดครับ

ธงชัย-ผมคิดว่านั่นเป็นเหตุผลหลัก พวกเขาต้องการระบบที่จะสามารถควบคุมคนภาคเหนือและภาคอีสานเอาไว้ให้ได้

เอฟพี-คุณคิดว่าความขัดแย้งนี้จะนำไปสู่อะไรในอนาคตเบื้องหน้า

ธงชัย-ผมคิดว่าความขัดแย้งจะยังดำเนินต่อไปแน่ๆ ผมคงตอบไม่ได้ว่ามันจะเป็นไปในรูปแบบใด ประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งถูกทำลายคุณค่าของมันไปมาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งแบบที่เราเคยเห็นก่อนปี 2006 คงไม่กลับมาอีกเป็นเวลาอีกนาน ผมเชื่อว่ามันจะเป็นไปในรูปแบบ "ประชาธิปไตยที่มีการชี้นำ" เพื่อใช้ความเป็นผู้นำเข้าครอบงำ, และการเลือกตั้งจะถูกควบคุมอย่างมาก ผ่านกระบวนการ อาทิ วุฒิสภาอาจจะมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดหรือครึ่งหนึ่งอาจมาจากการแต่งตั้ง นอกจากนี้ ในสภาล่างอาจมีสมาชิกบางส่วนที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาหรืออาจมีการลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลง หรืออาจจะใช้ระบบที่ลดทอนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากภาคเหนือและอีสาน มันยังไม่ใช่ข้อเสนออย่างเป็นทางการ แต่มีการเสนอกันว่าให้แต่ละจังหวัดมีผู้แทนในสภาล่างเพียงจังหวัดละหนึ่งคน ด้วยวิธีการแบบนี้ ภาคอีสานซึ่งมีประชากรจำนวนมาก ก็จะมีตัวแทนของตนเองในสภาน้อยลง

เอฟพี-คุณรู้สึกถึงความมีนัยยะสำคัญของการรัฐประหารครั้งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

ธงชัย-ผมได้เตือนตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วว่าการรัฐประหารอาจเกิดขึ้นได้ แล้วมันก็เกิดจริงๆ มันจะเป็นครั้งที่รุนแรงและไม่เหมือนกับการรัฐประหารครั้งอื่นๆ นั่นเป็นเพราะความล้มเหลวของการรัฐประหารเมื่อปี 2006 ในสายตาของพวกอนุรักษ์นิยม (ซึ่งสามารถขับไล่ทักษิณได้แต่ไม่อาจทำลายอิทธิพลของเขาได้)

แต่ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ที่ปัจจุบันประชาชนมีการศึกษาและเข้าใจระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถจะย้อนกลับไปใช้ระบอบแบบโบราณได้อีก พวกอนุรักษ์นิยมยังคิดว่าประเทศไทยเป็นเพียงแค่ส่วนขยายของหมู่บ้านเล็กๆ พวกเขาคิดว่าคุณพ่อคนดีผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ จะมีคุณธรรมความสามารถมากพอที่จะชี้นำประชาชนว่าอะไรคือสิ่งที่ดี แต่มันเป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยได้พัฒนาไปมาก เราต้องการประชาธิปไตยในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อที่ประชาชนจะสามารถร่วมต่อรองผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายมีแตกต่างกันไปได้ ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของตะวันตกหรือตะวันออก เมื่อไหร่ก็ตามที่สังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง ที่ความแตกต่างในทางผลประโยชน์ของประชาชนแต่ละกลุ่มไม่อาจประสานกันได้อีกต่อไป ประชาธิปไตยก็ถือเป็นทางออกเพียงประการเดียวสำหรับสังคมที่ซับซ้อนเช่นนั้น


 6 
 on: November 27, 2014, 07:33:03 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
“อุดมเดช”เพื่อไทย หนุน เดินหน้ากม.นิรโทษ เชื่อไม่วุ่นวาย เหตุมีคนกลางเข้ามายกร่างฯ
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 18:47:05 น.

 



เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญคณะที่ 10 เสนอต่อกมธ.ยกร่างฯ ให้นิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย ตั้งแต่ปี 48-57 ว่า เห็นด้วยที่จะนิรโทษกรรมให้กับผู้ร่วมชุมนุมที่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจและไม่เกี่ยวข้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพส่วนผู้ที่มีคดีพยายามฆ่าหรือทำให้ผู้อื่นเสียหายต้องชดใช้ ทั้งนี้เชื่อว่าหาก 2 ฝ่ายยอมรับจะทำให้เกิดความปรองดองขึ้นมาระดับหนึ่ง เพราะจะช่วยลดความตึงเครียด ลดความเคียดแค้นของคนที่เป็นผู้ต้องหาโดยไม่ได้ตั้งใจ




          
“สำหรับคนที่ละเมิดสิทธิของคนอื่น เรายอมไม่ได้ กฎหมายต้องเดินไป คนที่ตั้งใจที่จะสร้างความวุ่นวายโดยอาศัยมวลชน ตรงนี้รับไม่ได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากออกกฎหมายนิรโทษกรรมจริงจะไม่กระทบกับนปช. ที่มีมวลชนอยู่เช่นกัน เพราะแกนนำนปช.เคยเสนอแล้วว่าให้นิรโทษกรรมให้เฉพาะผู้ที่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ส่วนแกนนำไม่ต้อง” นายอุดมเดช กล่าวว่า
          
นายอุดมเดช กล่าวว่า ส่วนจะเกิดความวุ่นวายตามมาเหมือนสมัยที่พรรคพท.เคยดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่นั้นมองว่า คงไม่เกิดปัญหา เพราะออกกฎหมายโดยคนกลาง และทั้ง 2 ฝ่ายถูกแจ้งข้อกล่าวหาอยู่แล้ว ฉะนั้นในส่วนคนที่เป็นแกนนำต้องรู้จักสำนึกดูแลคนที่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทั้งนี้ส่วนตัวไม่เสียใจกับการดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ผ่านมา เพราะคิดว่าได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายแล้ว
          
นายอุดมเดช ยังกล่าวถึงข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่จะเสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยขอให้คงอำนาจหน้าที่ของกกต.ในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การให้ใบเหลือง ใบแดง และการขยายระยะเวลาการให้ใบเหลือง ใบแดงออกไป 60 วัน ว่า คนในองค์กรอิสระมักมองภาพการทำงานของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงคนภายนอกที่มองการทำงานเข้ามา และยังพยายามคงอำนาจของตัวเองไว้ ถ้าเพิ่มอำนาจตัวเองได้ก็จะเพิ่ม อย่างกรณีที่ป.ป.ช.พยายามเสนอกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ตัวเองมากขึ้น ซึ่งวันนี้การบังคับใช้กฎหมายขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะตัวบุคลากรมีข้อกังขาอยู่ คิดว่าพื้นฐานอยู่ที่ตัวบุคลากรเป็นหลัก บุคลากรต้องเป็นที่ยอมรับ มีใจเป็นธรรม มีสามัญสำนึกเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และสิ่งที่กกต.เสนอจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนด้วย



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1417088645

 7 
 on: November 27, 2014, 03:19:06 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
          


อานันท์ วิเคราะห์ ข้อจำกัดทหาร-6เดือน คสช.กลางข่าวลือ"ตกลงนอกรอบ"
มติชนทีวี 24 พ.ย. 2014  เผยแพร่เมื่อ 25 พ.ย. 2014
...........................................................................................

                   

วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 24 ฉบับที่ 8765 ข่าวสดรายวัน

มุมมอง การเมือง ต่อ อานันท์ ปันยารชุน อยู่ที่ "ตีความ"





การออกมาแสดง "ความเห็น" ผ่านปาฐกถาพิเศษเรื่อง "สังคม เศรษฐกิจไทย : ความท้าทายและการปฏิรูป" ของ นายอานันท์ ปันยารชุน

ได้รับการประโคม "ข่าว" อย่างคึกคัก

เหตุผล 1 เพราะมิได้กล่าวถึงแต่ในเรื่องของสังคมและเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่ยัง "แตะ" ไปยังรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วย

เหตุผล 1 เพราะ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นคนสำคัญ

เป็นคนสำคัญซึ่งยอมรับในความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ต้องทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

ถือได้ว่าเป็น "พันธมิตร" ใน "แนวร่วม"

เป็นเหมือนกับความเห็นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเหมือนกับความเห็นของกปปส.และเป็นเหมือนกับความเห็นของพรรคประชาธิปัตย์

การ "แตะ" ของ นายอานันท์ ปันยารชุน จึงมี "ความหมาย"



ต้องยอมรับว่า การ "แตะ" ของ นายอานันท์ ปันยารชุน มีรากฐานมาจากความรู้สึก "อึดอัด" และไม่แน่ใจต่อกระบวนการบริหารของรัฐบาล

ไม่แน่ใจว่าจะดูแลปัญหา "คอร์รัปชั่น" จริงจังแค่ไหน

"ขณะนี้มีข่าวลือภายนอกมากหวังว่าทหารคงได้ยินบ้าง ได้ยินมาว่า มีการพูดถึงการตกลงนอกรอบเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์"

หากเทียบกับน้ำเสียงอันมาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

อาจถือได้ว่า การ "แตะ" ของ นายอานันท์ ปันยารชุน ไปยังปัญหาการตกลงนอกรอบ ภายในผู้มีอำนาจเกี่ยวกับปัญหา "คอร์รัปชั่น" เป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่งกว่าการตัดพ้อต่อว่าอย่างน้อยใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนของตนเสียอีก

แต่ดูเหมือนจะไม่มี "ปฏิกิริยา" ออกมาจาก "รัฐบาล"



การนิ่งเงียบของรัฐบาล ไม่ว่าจะโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เท่ากับไม่ให้ความสำคัญต่อคำพูดของ นายอานันท์ ปันยารชุน อย่างนั้นหรือ

อาจใช่ และอาจจะไม่ใช่

อาจไม่ใช่เพราะว่า แม้การ "แตะ" ของ นายอานันท์ ปันยารชุน อาจจะแรง แต่เมื่อไม่มีมูลความจริงก็แทบไม่มีความหมายอะไรเลย

อาจใช่เพราะว่าทุกคนเห็นว่า นี่เป็นเรื่องปกติของ นายอานันท์ ปันยารชุน

นั่นก็คือ นายอานันท์ ปันยารชุน มักจะประเมินตนเองในลักษณะที่วางตนเอง "เหนือกว่า" คนอื่นเสมอ กระทั่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างปกติไปเสียแล้ว

จึงไม่จำเป็นต้องให้ความใส่ใจอะไรมากนัก



การออกโรงของ นายอานันท์ ปันยารชุน จึงขึ้นอยู่กับว่าจะมองผลสะเทือนจากมุมในด้านใด

หากมองจากด้านของ นายอานันท์ ปันยารชุน ก็เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ หากมองจากด้านของรัฐบาลและคสช. ก็เป็นเรื่องที่สามารถคาดเดาได้

จากสภาพความเป็น นายอานันท์ ปันยารชุน นั้นเอง



http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dOVEkzTVRFMU53PT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE5DMHhNUzB5Tnc9PQ==
                  

 8 
 on: November 27, 2014, 02:30:11 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 02:53 น.  ข่าวสดออนไลน์    



ฮิวแมนไรต์วอตช์ประเมินไทย 6 เดือนหลังรัฐประหาร เสรีภาพ-ปชต.ดิ่งลึกสุดหยั่งถึง

 เมื่อ 25 พ.ย. องค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรต์ วอตช์ (Human Rights Watch) สำนักงานที่นิวยอร์ก รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย หลังเกิดการรัฐประหาร 22 พ.ค. มาครบ 6 เดือน
 
แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรต์วอตช์ กล่าวว่า การเคารพเสรีภาพขั้นพื้นฐานและประชาธิปไตยดิ่งลึกลงไปสุดที่จะหยั่งถึง โดย 6 เดือนหลังรัฐประหาร การวิพากษ์วิจารณ์ถูกปิดกั้นอย่างเป็นระบบ กิจกรรมทางการเมืองถูกแบน สื่อมวลชนถูกเซ็นเซอร์ ผู้ต่อต้านถูกดำเนินคดีที่ศาลทหาร
 
 ผู้ประท้วงที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทหารเช่นชูสามนิ้วแบบในภาพยนตร์ฮังเกอร์เกมส์การต่อต้านอื่นๆ เช่น ใช้เทปหรือมือปิดปาก ในที่สาธารณะหรือแม้แต่โพสต์ในเฟซบุ๊ก อาจเผชิญโทษจำคุก 2 ปี

 รายงานประเมินสถานการณ์ของฮิวแมนไรต์วอตช์ยังรวบรวมความเคลื่อนไหวตามลำดับหเตุการณ์และคำพูดของสมาชิกในคสช.และรัฐบาลที่ปรามการวิพากษ์วิจารณ์รวมถึงความไม่ชัดเจนว่าจะคืนประชาธิปไตยได้เมื่อใด ด้วยเหตุผลว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เพราะต้องปฏิรูปก่อน
 
  "แทนที่จะไปยังเส้นทางคืนประชาธิปไตย  รัฐบาลกลับเข้มงวดขึ้นกับการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม การแสดงความเห็นทางการเมืองอาจทำให้บุคคลต้องถูกดำเนินคดีที่ศาลทหาร หรือถูกจำคุก"

 ในตอนท้ายฮิวแมนไรต์วอตช์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนท่าทีและยกเลิกกฎอัยการศึกเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจว่าไม่ใช่ผู้ปกครองเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 9 
 on: November 27, 2014, 02:26:13 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์    



อยากชูนิ้วโป้ง

ทิ้งหมัดหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ

กระแสแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว กลับมาครึกโครมอีกครั้งในช่วงประจวบเหมาะกับหนังฮังเกอร์ เกมส์ ออกฉายในโรงภาพยนตร์

ส่วน จะกระจายลุกลามไปกว่านี้ หรือพัฒนาไปสู่สัญลักษณ์อื่นๆ อยู่ที่ว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคสช. มองปรากฏการณ์นี้อย่างไร

ถ้า มองอย่างตื้นๆ ว่ามีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองชักใยอยู่เบื้องหลัง รัฐบาล-คสช.ก็คงต้องระดมสรรพกำลังตำรวจ-ทหารออกไล่จับกันรายวันไม่จบสิ้น

จับ มาแล้วไม่รู้เอามาทำอะไร ต่างชาติเขาจับตาดูอยู่ เดี๋ยวเรื่องยิ่งบานปลาย กันไปใหญ่ อยากตั้งข้อหาก็ไม่รู้จะตั้งว่ายังไง สุดท้ายเลยต้องปล่อยตัวไปเฉยๆ

ที่ทำได้คือหันไปลงกับตำรวจฐานปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ปล่อยให้หนูหลุดไปกระตุกหนวดราชสีห์ จนเสียฟอร์ม ต่อหน้าฝูงชน

แต่ หากมองให้เป็นเรื่องธรรมดา กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นคุณต่อรัฐบาล-คสช.เสียด้วยซ้ำไป ในแง่ที่ว่าจะได้หูตาสว่างว่าในสังคมไทยปัจจุบันนั้น

กลุ่มต้านรัฐบาล-คสช.มีตัวตนอยู่จริง ไม่ได้มีแต่เฉพาะกลุ่มหนุนตะพึดตามผลโพล

สิ่ง ที่อยากบอกคือรัฐบาล-คสช.ไม่ควรไป หลงใหลได้ปลื้มกับผลสำรวจโพลไม่ว่าสถาบันใดก็แล้วแต่ให้มากนัก และควรมีสติมากำกับเวลาอ่านข่าวโพล

ไม่เช่นนั้นอาจไขว้เขวได้

เนื่อง จากในโลกแห่งความเป็นจริงตอนนี้ เชื่อเถอะว่าไม่มีโพลสถาบันใดกล้าสะท้อนความคิดเห็นที่เป็นด้านลบต่อคสช. สำรวจทีไร ผลออกมาจึงมีแต่บวกๆๆๆ อยู่วันยังค่ำ

นอกจากต้องไม่เชื่อโพลชนิดหัวปักหัวปำแล้ว รัฐบาล-คสช.ยังจำเป็นต้องทบทวนตัวเองด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่เข้ามา 3 เดือน 6 เดือน

ได้ กระทำสิ่งใดเป็นผลงานคืนความสุข ที่สามารถนำมาใช้เยียวยาความรู้สึกประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างอดทนอดกลั้น ภายใต้การรัฐประหาร ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อหรือไม่

ไม่ว่าในมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การคอร์รัปชั่น การปฏิรูป การคืนความยุติธรรม ฯลฯ ผ่าน 6 เดือนคืบหน้าถึงไหน

ถ้าตอบได้จะชูนิ้วโป้งให้เลย

 10 
 on: November 26, 2014, 10:54:36 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 15:38 น.  ข่าวสดออนไลน์   
  


อย่าปล่อยให้เป็นตะคริว แนะวิธีแก้ไข

คอลัมน์ พบอายุรแพทย์ นพ.สราวุฒิ สนธิแก้ว
นิตยสาร Hospital & Healthcare มติชน


Healthcare_konthaiuk.com_อย่าปล่อยให้เป็นตะคริว_แนะวิธีแก้ไข-ข่าวสด.mp3


อาการตะคริวปวดเกร็งกล้ามเนื้อ เป็นอีกอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยสูงอายุ แม้อาการเหล่านี้จะไม่รุนแรง จนเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ก็เป็นอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เพราะอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นทุกวัน ทั้งกลางวันหรือกลางคืน หรืออาจมีอาการเป็นๆ หายๆ แม้ว่าอวัยวะส่วนใหญ่ที่มีอาการ มักจะพบได้ที่น่อง เท้า นิ้วเท้า นิ้วมือ ฯลฯ ถ้าเกิดขึ้นขณะหลับ อาจรุนแรงจนกระทั่งทำให้ผู้ป่วยต้องสะดุ้งตื่น และไม่สามารถกลับไปหลับได้อีก

วันนี้จะมาทบทวนกันว่า อะไรเป็นสาเหตุของอาการตะคริว จะมีวิธีป้องกันการเกิดตะคริวได้อย่างไร และจะมีวิธีรักษาขณะเกิดอาการตะคริวได้อย่างไร

เชื่อกันว่า ตะคริวเกิดจากการเสียสมดุลของเกลือแร่ในกล้ามเนื้อ โดยเกลือแร่ที่เป็นตัวสำคัญสำหรับกระบวนการหดตัวของกล้ามเนื้อคือ แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และเกลือแร่อื่นๆ ยังไม่มีการอธิบายกระบวนการที่เริ่มต้นของการเกิดตะคริว ว่าเริ่มอย่างไร

แต่อธิบายว่า ในภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการเสียสมดุลของเกลือแร่สำคัญดังกล่าว เช่นจากการเสียเหงื่อมากจากการเล่นกีฬา อากาศร้อนจัด การดื่มน้ำน้อย การไหลเวียนโลหิตบริเวณกล้ามเนื้อมัดที่เกิดอาการไม่ดี การใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นๆ มากจนกล้ามเนื้อเมื่อยล้า การขาดการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกาย

การป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่น ไตวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคของต่อมไทรอยด์ ไขมันในเลือดสูง ยาที่ใช้รักษาโรคอื่นๆ ก็อาจเป็นสาเหตุได้ เช่น ยาลดไขมันในเลือด ยาขับปัสสาวะ ยาฮอร์โมนคุมกำเนิด แอลกอฮอล์

เมื่อเกิดตะคริว กล้ามเนื้อมัดนั้นจะเกร็งหดตัวอย่างแรง คลำได้เป็นก้อนแข็ง ปวดเจ็บอยู่นานได้ตั้งแต่ 1-2 นาทีจนถึง 10-15 นาที ในระหว่างนั้นจะไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นได้

ดังนั้นถ้าตะคริวเกิดในขณะว่าอาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถพยุงตัวได้ จนจมน้ำเสียชีวิต แม้ในขณะอยู่บนบกก็ตาม ความปวดทำให้ต้องพยายามทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย โดยเร็ว ซึ่งทำได้โดยการหยุดทำกิจกรรมอื่นๆ แล้วรีบดึงกล้ามเนื้อที่เกิดอาการให้ยืดตัวออก

เช่น เมื่อเกิดอาการที่น่อง ให้นั่งลง เหยียดขาข้างนั้นออกให้ยืดตรง แล้วโน้มตัว ดึงปลายเท้าเข้าหาตัว ให้คงไว้อยู่ในท่านั้นนานจนกว่ากล้ามเนื้อจะคลายตัว อาการปวดจะทุเลาลง กล้ามเนื้อมัดที่แข็งตัวจะนิ่มลง ผู้ป่วยจะเริ่มขยับกล้ามเนื้อมัดนั้นได้ ให้รอจนสามารถขยับกล้ามเนื้อโดยไม่ปวดแล้ว ก็กลับไปใช้งานได้ตามปกติ

อาการที่เกิดกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน หลักสำคัญคือการเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อให้คลายตัว

อาการดังกล่าว ถ้าเกิดบ่อยก็ต้องหาสาเหตุด้วยการทบทวนว่า ได้ใช้กล้ามเนื้อเกินกำลังหรือไม่ ร่างกายขาดน้ำหรือไม่ (ดื่มน้ำน้อยหรือไม่) ปกติควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ถ้าเสียเหงื่อมากก็ต้องเพิ่มการดื่มน้ำ การรับประทานอาหารที่มีเกลือแร่เพียงพอ เช่น ส้ม กล้วย มีโพแทสเซียม ผักใบเขียว ปลาตัวเล็กตัวน้อย นม มีแคลเซียม ผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืชยังเพิ่มแมกนีเซียมได้อีกด้วย ในกรณีที่ตรวจพบแมกนีเซียมในเลือดต่ำ แพทย์อาจพิจารณาสั่งให้แมกนีเซียมเสริมในสัดส่วนที่พอเหมาะกับการเสริมแคลเซียม

การปฏิบัติตัวที่ดี เช่น การฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อวันละ 1-2 ครั้ง ให้ครบทุกมัด โดยเฉพาะมัดที่เป็นตะคริวบ่อย การทำเช่นนี้ก่อนนอนจะลดการเกิดตะคริวได้ การให้ความอบอุ่นปลายมือ เท้า ขณะนอนหลับ โดยใช้ถุงเท้า ถุงมือหลวมๆ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปยังกล้ามเนื้อ

ทบทวนยาที่กินอยู่ว่ามียาลดไขมันในเลือดหรือไม่ หรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดตะคริว ถ้ามีควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาว่าจะลองปรับหรือหยุดยาได้หรือไม่ ถ้าอาการเหล่านี้ยังไม่หาย หรือคงมีอาการบ่อยๆ อยู่อีก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาหาสาเหตุและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป


...........


http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5qa3dORGs0TkE9PQ==

Pages: [1] 2 3 ... 10