Pages: [1] 2 3 ... 10
 1 
 on: October 25, 2014, 08:27:07 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 13:06:28 น.



ความเงียบของสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) อันเป็นอดีต "กลุ่ม 40 ส.ว." ในประเด็นซึ่งเกี่ยวกับ "การถอดถอน" นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายนิคม ไวยรัชพานิช

น่าศึกษา

เพราะมิได้ดำเนินไปในแบบ "ความเงียบ" อันเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในห้วงก่อนสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516

หากเป็น "ความเงียบ" ในแบบ "ต๋อม"

หลายคนไม่แน่ใจว่า นิยามแห่ง "ต๋อม" อันมีต่อ "ความเงียบ" นี้จะมาจากใคร เป็นของ คำสิงห์ ศรีนอก หรือเป็นของ วิทยากร เชียงกูล

แต่รู้สึกใน "ความต๋อม" ของ "กลุ่ม 40 ส.ว." ใน สนช.หรือไม่

ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกในความเงียบเชียบของ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และความเงียบเชียบของ กปปส.ต่อประเด็น "การถอดถอน" ใน สนช.หรือไม่

หงุดหงิด แต่ไม่รู้จะ "เดินหน้า" อย่างไร

"ความเงียบ" ของบรรดา สนช.อันเคยเป็น "กลุ่ม 40 ส.ว." ซึ่งเคยออกมาเป่านกหวีดและขึ้นเวทีของ กปปส.จึงเป็น "สัญญาณ" อันไม่ควรให้ผ่านเลย

นี่คือ "รหัสยนัย" อันต้อง "ตีความ"

พลันที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายนิคม ไวยรัชพานิช ไปยัง สนช.

มีความคึกคักเป็นอย่างสูงใน สนช. "บางคน"

สัมผัสความคึกคักได้จาก นายสมชาย แสวงการ ได้จาก นายตวง อันทะไชย หรือแม้กระทั่ง พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม

เป็นความคึกคักในลักษณะ "หมายมั่นปั้นมือ"

น่าสนใจก็ตรงที่แม้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.จะส่งสำนวนคืนกลับไปยัง ป.ป.ช.เพื่อให้พิจารณาและทบทวน

อันเท่ากับเป็น "สัญญาณ" ในทาง "กฎหมาย"

แต่ดูเหมือนว่า ป.ป.ช.จะอ่านสัญญาณไม่แตก หรืออ่านแตกแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรด้วยเรื่องนี้เป็นไฟต์บังคับ

และ "พันธมิตร" ใน "แนวร่วม" ก็รุกไล่

หลายคนยังไม่รู้ว่าท่าทีของ สนช.ส่วนใหญ่จะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่เมื่อมีการเคลื่อนไหวจาก สนช. "สายทหาร" แต่เมื่อมีการเผยแพร่เอกสาร "เปิดข้อกฎหมาย หักปมถอดถอน" เผยแพร่ออกมา ก็เริ่มมีความแจ่มชัด

แจ่มชัดจากมติ "เลื่อน" สำนวน "ถอดถอน" ออกไป

สังเกตหรือไม่ในความหงุดหงิดอันมาจาก ป.ป.ช. "เลือกข้าง" บางคน สังเกตหรือไม่ในความหงุดหงิดซึ่งมาจากอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคน

รวมถึง "สื่อ" และ "คอลัมนิสต์" ที่แนบแน่นกับ กปปส.

แต่บรรดา สนช. "กลุ่ม 40 ส.ว." เกือบทุกคน ไม่ว่าจะเป็น นายสมชาย แสวงการ ไม่ว่าจะเป็น นายตวง อันทะไชย เงียบกริบ

อย่างที่ไทอีสานระบุว่า "มิดอิมซิม"

ทั้งนี้ เพราะ สนช.เหล่านี้รู้ดีว่า มติ "เลื่อน" การพิจารณาสำนวนถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายนิคม ไวยรัชพานิช ออกไป คือ การประนีประนอมอย่างนุ่มนวล บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นอย่างที่สุดแล้ว

เพราะไม่อยากให้ สนช. "กลุ่ม 40 ส.ว." ต้องเสียหน้า

เพราะหากในที่ประชุมเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ดำเนินไปถึงขั้นว่าจะลงมติ "รับ" หรือ "ไม่รับ" สำนวนถอดถอนอันส่งมาจาก ป.ป.ช.

ผลจะกลายเป็น "ไม่รับ"

การเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนดแน่นอน จึงเท่ากับเป็นการรักษาหน้า รักษาฟอร์มให้กับสมาชิก สนช.ที่มีความเห็นต่าง

ท่วงทำนอง "สุภาพบุรุษ" ในแบบ "ชายชาติทหาร"

ความเงียบอันมาจาก สนช.อย่าง นายสมชาย แสวงการ มาจาก สนช.อย่าง นายตวง อันทะไชย

1 จึงเท่ากับสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะ "นกรู้" ในทิศทางลมทางการเมือง ขณะเดียวกัน 1 จึงเท่ากับตระหนักในสภาพความเป็นจริงของ "ไผเป็นไผ" ใน สนช.

ประหนึ่ง "ใบเฟิร์น" ประดับ "แจกัน"

 


ที่มา:มติชนรายวัน 25 ตุลาคม 2557)


 2 
 on: October 25, 2014, 06:32:56 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger


Thailand needs NO fake reform by ดร. สุดา รังกุพันธุ์ (อ. หวาน)
ดำเนินรายการโดย ดร.ริชาร์ด ไชสมมอน
วันที 23 ตุลาคม 2557


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

ขอบคุณ ดร.ริชาร์ด ไชสมมอน
โดย
http://www.konthaiuk.com/home.php
http://www.khonthaiuk.info/home.php
http://www.khonthaiuk.co.uk/home.php
http://konthaiuk.eu/home.php
http://www.konthaiuk.info/home.php


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

24-10-2014>>>Thailand needs NO fake reform





●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

เวปไซด์ คนไทยยูเค สนับสนัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่ ของ ปชช เท่านั้น

 3 
 on: October 25, 2014, 12:07:24 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
                 

รายการ ชีพจรการเมือง กับ โด่ง อรรถชัย อนันตเมฆ
ดำเนินรายการโดย คุณ มิดไนท์ซัน ทางเว็ป นปช.อียูสวีเดน
หัวข้อ ทางอ่อนแรงของทหาร ศึกรอบทิศ งานศพท่านอภิวันท์ มันสะท้อนว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่
ทักษิณกลับมาแน่ จะเป็นแรงกระตุ้นให้อำมาตย์ กดดัน คสช. ให้ทำอะไรสักอย่าง
วันที่ 24 ตุลาคม 2557


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

ขอบคุณ นปช.อียูสวีเดน คุณ clip Thai
โดย
http://www.konthaiuk.com/home.php
http://www.khonthaiuk.info/home.php
http://www.khonthaiuk.co.uk/home.php
http://konthaiuk.eu/home.php
http://www.konthaiuk.info/home.php


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

24-10-2014>>หัวข้อ ทางอ่อนแรงของทหาร ศึกรอบทิศ งานศพท่านอภิวันท์ มันสะท้อนว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่

                       ทักษิณกลับมาแน่ จะเป็นแรงกระตุ้นให้อำมาตย์ กดดัน คสช. ให้ทำอะไรสักอย่าง






●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

เวปไซด์ คนไทยยูเค สนับสนัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่ ของ ปชช เท่านั้น

 4 
 on: October 24, 2014, 10:59:03 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16:50:17 น.



โดย จุลพงศ์ อยู่เกษ ผู้เชี่ยวชาญประจำประเทศไทยโครงการยุติธรรมโลก



ทุกปีโครงการยุติธรรมโลกหรือ World Justice Project ที่ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะสำรวจ เพื่อทำดัชนีชี้วัดการมีหลักนิติธรรมหรือเรียกว่า Rule of Law Index ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยราว 120 ประเทศ ในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมอยากจะบันทึกเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องในยุคปฏิรูปนี้ที่สะท้อนถึงความสำนึกในการมีหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรมในบ้านเรา

เรื่องแรก บรรดากลุ่ม สนช.ที่มี 17 นายพลรวมกับ 11 พลเรือน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ให้เพิกถอนมติของ ป.ป.ช.ที่ให้ สนช.ต้องยื่นบัญชีรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ศาลปกครองกลางได้มีคำวินิจฉัยในปลายเดือนสิงหาคมว่า หน้าที่ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นเป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ หาใช่คำสั่งของ ป.ป.ช.ที่ออกคำสั่งให้ สนช.ยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ ศาลจึงมีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องของ 17 นายพลรวมกับ 11 พลเรือนนี้

ผมขอยกคำอธิบายที่ศาลปกครองท่านได้เขียนไว้ในคำวินิจฉัย เพื่อให้เห็นถึงความสำนึกในหลักธรรมาภิบาลความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองที่น่าสนใจดังนี้

"พิเคราะห์ตามมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แล้ว เห็นว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดเป็นหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหมายถึงผู้เอาภาระของบ้านเมืองเป็นภาระของตน ไม่ว่าจะโดยสมัครใจเข้ารับสมัครรับการเลือกตั้ง หรือสมัครใจตามที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในการตรากฎหมายอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และการสรรหาบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถเข้ามารับใช้บ้านเมืองในตำแหน่งต่างๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติและอื่นๆ ที่มีหน้าที่ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เปิดเผยความจริงที่ว่า ก่อนตนเข้ารับตำแหน่งมีทรัพย์สินใดบ้าง รวมทั้งภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพื่อให้สังคมได้รับทราบถึงความโปร่งใสของผู้เข้ามารับภาระของบ้านเมืองว่ามิได้เข้ามาแสวงหาประโยชน์ใดๆ แก่ตนเองและครอบครัว"

ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ยืนตามคำวินิจฉัยศาลปกครองกลางโดยไม่รับคำร้องของผู้ร้องทั้งหมด

ผมไม่เข้าใจข้ออ้างข้างๆ คูๆ ของกลุ่มผู้ร้องที่ว่าต้องการสร้างบรรทัดฐาน เพราะไม่รู้พูดถึงบรรทัดฐานอะไร ไม่ลองช่วยกันสร้างบรรทัดฐานของความโปร่งใสในบ้านเมืองนี้กันบ้างหรือ?

เรื่องที่สอง คือ การดำรงตำแหน่งหรือการเป็นคู่สัญญาของกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกับรัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชนหรือองค์กรอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับดูแล เรื่องนี้มีอยู่ว่าจำเดิมนั้น ข้อ 11 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ.2546 ได้กำหนดข้อห้ามดังนี้

"ห้ามมิให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีหรือกระทรวงนั้น และต้องไม่เป็นคู่สัญญาหรือมีผลประโยชน์ใดๆ ขัดหรือแย้งกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน หรือองค์กรอื่นของกระทรวงในสังกัด หรือในกำกับดูแลของรัฐมนตรีหรือกระทรวงดังกล่าว"

แต่ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2557 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาลงนามโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แก้ไขข้อ 11 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีฉบับนี้ โดยตัดข้อความที่ผมยกขึ้นมาในวรรคก่อนทั้งหมดทิ้ง

นั่นหมายความว่าต่อจากนี้ไป หากกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งของรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์จะเป็นคู่สัญญาหรือมีผลประโยชน์ขัดกันกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน หรือองค์กรอื่นของกระทรวงในสังกัด หรือในกำกับดูแลของรัฐมนตรีหรือกระทรวงดังกล่าวก็สามารถทำได้งั้นหรือ?



อีกเรื่องเกิดใกล้ๆ กันคือ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อสอบถามว่า ข้าราชการการเมือง ซึ่งได้แก่ รมต. รมช. เลขาฯ รมช. ที่ปรึกษา ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 100 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 หรือไม่

ทีนี้ลองมาดูตามมาตรา 100 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 บัญญัติไว้ดังนี้

ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินการดังต่อไปนี้

1.เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินงาน

2.เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุมตรวจสอบหรือดำเนินคดี

3.รับสัมปทานหรือคงไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือเป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว

4.เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้างในธุรกิจเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นสังกัดอยู่ หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ราชการ หรือกระทบความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น"

ส่วนมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นส่วนของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นเรื่องห้ามมิให้รัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชน



เรียกว่าลองถาม สนง.กฤษฎีกาดู หากทาง สนง.กฤษฎีกาเห็นคล้อยตามด้วย ต่อไปข้อห้ามตามมาตรา 100 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ก็จะกลายเป็นหมันไปในทันที แต่โชดดีที่ สนง.กฤษฎีกาตอบกลับมาว่า รัฐมนตรียังต้องปฏิบัติตามข้อห้ามในกฎหมายทั้งสองมาตรานี้อยู่ ไม่งั้นสักวันอาจคงเห็นบริษัทของรัฐมนตรีหรือเลขาฯหรือที่ปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ไปมีสัญญาสัมปทานกับกระทรวงตนเอง

หากอ้างว่าที่ถาม สนง.กฤษฎีกาเพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่คลุมเครือ นั่นก็แสดงว่า ความคลุมเครือที่พูดถึงคือความคลุมเครือระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมที่ขัดกับผลประโยชน์ส่วนตนใช่หรือไม่? ถ้าใช่ ควรยึดถือประโยชน์ของใครก่อน?

ทั้งสามเรื่องล้วนแต่เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนไทยในยุคปฏิรูปนี้จะมีต่อมสำนึกในเรื่องความโปร่งใสและมีความพร้อมให้คนอื่นตรวจสอบได้ และเห็นว่าการทำอะไรที่ผลประโยชน์ส่วนตัวจะขัดกันกับผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10153255309357729

 5 
 on: October 24, 2014, 01:03:06 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์



ไทยชวด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สมิงสามผลัด

สํานักข่าวต่างประเทศตีข่าวไปทั่วโลก "ไทยชวดที่นั่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ"

หลัง จากมีการลงมติของที่ประชุมสมัชชา ใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กไปเมื่อวันก่อน ประเทศที่ได้ที่นั่งในโควตา 4 ที่นั่งของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก คือ บังกลา เทศ อินเดีย อินโดนีเซีย และกาตาร์

ข่าวนี้เป็นที่สนใจของนานาประเทศก็เพราะไทยเป็น 1 ในประเทศที่ยื่นแสดงความจำนงเป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติด้วย


พอโหวตออกมา ปรากฏว่าไทยไม่ติดอันดับเลย

เกิดการวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ไทยชวดเก้าอี้สำคัญนี้กันอย่างกว้างขวาง

สื่อ ต่างประเทศโดยเฉพาะบีบีซีของอังกฤษระบุว่า สาเหตุน่าจะมาจากเรื่องที่ก่อนหน้านี้มีกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มทั้งใน ไทยและต่างประเทศเรียกร้องให้รัฐบาลไทย และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทบทวนเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศ


โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรยกเลิกกฎอัยการศึก ยกเลิกการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อ มวลชน และประชาชนในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

ตรงนี้อาจเป็น 1 ในสาเหตุที่ทำให้ไทยพลาดเก้าอี้


ขณะ ที่ในเมืองไทยก็วิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน เพราะก่อนหน้าที่จะมีการโหวตไม่กี่วัน ปรากฏว่าเว็บไซต์ ฮิวแมนไรต์วอตช์ ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นเว็บที่ดูแลปกป้องสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย กลับถูกกระทรวงไอซีทีสั่ง "บล็อก" หน้าตาเฉย


แม้ว่าทางการจะ ระบุสาเหตุเรื่องความมั่นคง แต่ยังเกิดการวิพากษ์ว่าการบล็อกเว็บไซต์นี้ เพราะออกแถลงการณ์วิจารณ์รัฐบาลไทยช่วงการประชุมรัฐมนตรีเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซม


ตรงนี้แหละอาจทำให้นานาชาติมองว่าไทยไม่มีความจริงใจ เรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหลายมิติ

ไม่ใช่แต่เรื่องการเมืองเท่านั้น


การละเมิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากในสายตาชาวโลก

รัฐบาลไทยก็ต้องวิเคราะห์หาเหตุให้ได้ว่า ทำไมยูเอ็นถึงเลือก "บังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย กาตาร์"

แต่ไม่เลือกไทย

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE5EQTNOamc0TWc9PQ==&sectionid=

 6 
 on: October 24, 2014, 12:08:12 AM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์



ยิ่งลักษณ์สู้ๆ

ทิ้งหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ

เห็น ภาพน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ที่วัดบางไผ่ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา



ก็เข้าใจได้ว่าทำไมกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ถึงพยายามเป่าหู ยุยง กดดัน ให้รัฐบาล คสช. หาทางจัดการกับอดีต นายกฯ หญิงคนนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด



เนื่องจากภาพวันนั้นเห็นชัดเจนว่า "ยิ่งลักษณ์" ยังครองความเป็นศูนย์รวมจิตใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยและชาวเสื้อแดงไม่เสื่อมคลาย



หลาย คนเชื่อว่าสถานการณ์นาทีนี้ความนิยมศรัทธาในหมู่คนเสื้อแดงที่มีต่อ "ยิ่งลักษณ์" ไม่น้อยกว่าที่เคยมีต่อ "ทักษิณ" เผลอๆ อาจแซงหน้าไปแล้วด้วยซ้ำ



เสียงตะโกน "ยิ่งลักษณ์สู้ๆ" ดังสนั่นยาวนาน เสียดแทงใจกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อ คสช.ลงทุนยึดอำนาจมาแล้วจึงปล่อยให้ "ยิ่งลักษณ์" เดินสยายยิ้มอยู่ได้



ไม่ เพียงเท่านั้น คสช.ยังเปิดไฟเขียวให้บินไปเที่ยวเมืองนอกได้สองครั้งสองครา แล้วก็ไม่ได้ไปเที่ยวเฉยๆ มีคิวนัดเจอกับ ผู้เป็นพี่ชายอีกต่างหาก



ภาพโดดเด่นของ "ยิ่งลักษณ์" ท่ามกลางมวลชนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่วัดบางไผ่



กระตุ้น ให้ฝ่ายตรงข้ามยิ่งต้องตระหนักว่า เหลือแต่เรื่องโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้นเป็นหมากการเมืองตาสุดท้ายที่จะ พลาดไม่ได้อีกเด็ดขาด



ถึงนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. จะทำใจว่าการเสนอสำนวนถอดถอน 2 อดีตประธาน "สมศักดิ์-นิคม" อาจจะเป็นมวยล้มในชั้น สนช.



แต่หลายคนมองว่า "สมศักดิ์-นิคม" เป็นแค่เป้าลวง



เป้าจริงอยู่ที่การใช้โครงการจำนำข้าวเป็นดาบย้อนเล่นงานยิ่งลักษณ์



ด้วย ความหวังจะลากเข้าเงื่อนไขตามที่ คสช.ตีกรอบไว้ ให้รัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีกลไกห้ามไม่ให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดี ทุจริต เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเด็ดขาด



เพราะตราบใด "ยิ่งลักษณ์" ยังไม่ถูก ขุดรากถอนโคนทางการเมือง โอกาสที่จะกลับมาแล้วฝ่ายตรงข้ามถูกขุดหลุมฝังเสียเองจึงมีความเป็นไปได้สูง อย่างยิ่ง



เป็นเดิมพัน 2 ฝ่ายที่ คสช.คือ ผู้ชี้ขาด

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE16azVNVGcwTVE9PQ==&sectionid=

 7 
 on: October 23, 2014, 06:46:52 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 19:16:09 น.





เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ ว่า ปี 2575 คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองจากสถาบันกษัตริย์ ตอนนั้นเกิดความเข้าใจผิดมากคณะราษฎรคิดว่าการยึดอำนาจการปกครองแล้วจะเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากคณะราษฎรศึกษาจะรู้ว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและเศรษฐกิจ ขณะนั้นทุกคนคิดไปว่าจะทำให้มีรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนได้ปกครองตนเอง ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญเป็นบันทึกเอกสารเรื่องธรรมนูญแห่งรัฐ เป็นเอกสารที่บักทึกการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย เพื่อเป็นหลักให้ลูกหลาน แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี่คือสิ่งที่ต้องตระหนัก สิ่งที่จะสร้างประชาธิปไตยคือนโยบายง่ายๆที่ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดยประชาชน เพื่อประชาชน


พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันนี้อาจจะมีผู้สงสัยว่าเหตุใดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เรากำลังดำเนินการอยู่นี่จึงสับสนอลหม่าน ทำไมไม่เหมือนประเทศอื่นที่เขาทำกันได้ง่ายๆ หรือบางคนอาจจะถามว่าทำไมไม่ใช้การปกครองแบบจีน(เล่า) หารู้ไม่ว่า จะเป็นการปกครองแบบไหนก็แล้วแต่ สิ่งสุดท้ายที่ต้องการคือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และค่อยๆปรับ ค่อยๆเปลี่ยนสิ่งนี้โดยประชาชนเอง นี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจ อย่าไปคิดว่ารัฐธรรมนูญคือสิ่งที่เป็นประชาธิปไตย

ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414062987

 8 
 on: October 23, 2014, 06:39:07 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger


Petitioning พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย

ยกเลิกการบังคับใช้ค่านิยม12ประการ

Petition by

กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระแสการปฏิรูปได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ในแวดวงการศึกษาก็เช่นเดียวกัน มีกระแสการปฏิรูปต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็นับเป็นเรื่องน่าเศร้าที่โครงการ'ปฏิรูป'เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเพียงโครงการแนวอนุรักษ์นิยมจากคนใหญ่คนโตในกระทรวงเท่านั้น ไม่ได้มีการรับฟังเสียงของนักเรียนอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดโครงการอันพิลึกพิลั่นต่างๆอาทิเช่นการมีแนวคิดจะใช้สมุดบันทึกความดีเป็นส่วนหนึ่งของการเข้ามหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ได้ถูกพับเก็บออกไปด้วยเสียงคัดค้านของประชาชน

มาถึงตอนนี้.."ค่านิยม 12 ประการ" นวัตกรรมชิ้นใหม่ล่าสุดของระบบการศึกษาแบบอำนาจนิยมได้ปรากฏสู่สายตาของสาธารณชน และกำลังจะถูกนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2/2557 นี้แล้ว รัฐบาลของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้ผลักดันแนวคิดค่านิยมเหล่านี้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงจากกลุ่มนักเรียนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ถูกเมินเฉย นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น..หากเครื่องมือแห่งระบอบอำนาจนิยมชุดนี้ถูกบังคับใช้ สถานะของนักเรียนไทยคงไม่ต่างอะไรจากผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่มีจิตวิญญาณแห่งการตั้งคำถาม การสงสัยใคร่รู้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างถูกยัดเยียดให้แล้ว ความคิดเสรีถูกตีกรอบด้วยการห้ามตั้งคำถาม ผลผลิตที่ได้คือผู้เรียนที่มีจิตวิญญาณความเป็นทาส คิดทุกอย่างเหมือนๆกันหมด

แนวคิดและอุดมการณ์ของปัจเจกเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับได้ และต่อให้ค่านิยมทั้ง 12 ข้อจะถูกต้องในสายตาของผู้กำหนดเพียงใด การปลูกฝังให้เยาวชนคิดเหมือนท่านทั้งหมดโดยห้ามคิดแย้ง ห้ามตั้งคำถาม ห้ามสงสัย นั้นไม่ต่างอะไรไปจากการล้างสมอง การศึกษาที่มองผู้เรียนเป็นเพียงภาชนะอันว่างเปล่าไม่สามารถสร้างผู้เรียนที่มีทักษะคิดวิเคราะห์ได้ ประเทศไทยได้ติดอยู่ในวังวนของการยัดเยียด"ค่านิยม"มาหลายทศวรรษแล้ว ควรแล้วหรือที่จะปล่อยให้การศึกษาไทยติดอยู่ในหล่มเดิมๆอย่างซ้ำซากเช่นนี้?

 

นักการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรดูถูกความคิดของผู้เรียน เยาวชนนั้นอายุยังน้อย ประสบการณ์อาจยังอ่อนด้อยไปกว่าท่าน แต่ความคิดของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์อันควรค่าแก่การรับฟัง การใช้อัตตาเรื่องความอาวุโสปิดกั้นความคิดจึงเป็นเพียงการเพิ่มความเขลาในตัวท่านเองเท่านั้น ไม่ก่อประโยชน์อันใดเลย

เยาวชนมีความคิด โปรดเปิดใจรับฟัง และร่วมพัฒนาการศึกษาร่วมกันกับพวกเราเถิด


ที่มา    www.change.org/p/พลเรือเอก-ณรงค์-พิพัฒนาศัย-ยกเลิกการบังคับใช้ค่านิยม12ประการ?utm_campaign=friend_inviter_chat&utm_medium=facebook&utm_source=share_petition&utm_term=permissions_dialog_false&share_id=ztShfpXLgJ
                              
                              

 9 
 on: October 22, 2014, 11:35:34 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger
หลุดเอกสาร 'ลับมาก' ชงแก้ พ.ร.บ.กสทช. ยุบบอร์ด กทค.-กสท.

Wed, 2014-10-22 23:04

กสทช. หลุดเอกสาร "ลับมาก" เนื้อหาชงแก้ กม.กสทช. ยุบบอร์ด กทค.-กสท. ให้อำนาจเต็มบอร์ดใหญ่ แจงเกิดปัญหากรณีบอร์ดใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจแต่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย คาดส่งเรื่องต่อ ครม.และ สนช.เร็วๆ นี้ ด้านสุภิญญาทวีต ไม่รู้เรื่องด้วย ชี้ควรขอมติบอร์ด กสทช.ก่อนเสนอ

22 ต.ค.2557 เมื่อวันที่ 20 ต.ค. เวลาราว 21.00 น. ทวิตเตอร์ @TakornNBTC ของ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีการเผยแพร่ภาพถ่ายรายละเอียดภายใน "เอกสารลับมาก" ของ กสทช. โดยมีเนื้อหาระบุว่า ความเห็นชอบจากประธาน กสทช.เห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ด้วยการปรับปรุงโครงสร้าง กสทช.เป็นการเร่งด่วน และเสนอให้มีคณะกรรมการเพียงคณะเดียว เพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อให้เกิดเอกภาพ ส่งเสริมการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นธรรม สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและธุรกิจที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจฐานดิจิตอล (ดิจิตอลอีโคโนมี) และรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ต่อมา เวลา 12.30 น. นายฐากรได้ลบภาพดังกล่าวออก และมีการให้สัมภาษณ์สื่อยืนยันว่า ไม่ได้ดำเนินการเผยแพร่รูปภาพดังกล่าว แต่ยอมรับว่ารูปภาพดังกล่าวได้ถ่ายไว้จริงในไอแพดส่วนตัว และไม่ได้ส่งให้แก่ใคร กำลังตรวจสอบที่มาของการเผยแพร่รูปภาพ แต่ยอมรับว่าหนังสือฉบับดังกล่าวที่เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการขอยุบบอร์ด กรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และ กรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ให้เหลือเพียงบอร์ด กสทช. เป็นบอร์ดเดียวเป็นเรื่องจริง

ด้านเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. ว่า สาเหตุที่ต้องปรับโครงสร้างใหม่ เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 35 ให้ กสทช.แต่งตั้งคณะกรรมการชุดเล็ก 2 ชุด คือ กทค. และ กสท. เพื่อให้มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวมถึงตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งเรื่องเข้าที่ประชุม กสทช. ทำให้ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่การตัดสินใจของกรรมการชุดเล็กมีปัญหา ขณะที่คณะกรรมการ กสทช.ไม่สามารถเข้าไปร่วมตัดสินใจได้ แต่เมื่อเกิดการฟ้องร้อง กสทช.ทั้งหมดกลับต้องรับผิดชอบด้วย

แหล่งข่าวคนดังกล่าวระบุว่า ดังนั้นสำนักงาน กสทช.จึงตัดสินใจลดอำนาจหน้าที่ของกรรมการทั้ง 2 ชุดดังกล่าว ด้วยการตัดมาตรา 35 ออก เพื่อไม่ให้มีกรรมการชุดเล็ก และให้อำนาจการตัดสินใจของทุกเรื่องอยู่ที่กรรมการ กสทช.ชุดใหญ่แทน ส่วนการดำเนินงาน ก็อาศัยการตั้งคณะอนุกรรมการดูรายละเอียดในเรื่องต่างๆ แทน ก่อนจะส่งเรื่องให้กรรมการ กสทช.พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานได้หารือกับกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่องจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในการแก้กฎหมายดังกล่าว จากนี้จะดำเนินการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สภานิติบัญญัติ (สนช.) คาดว่าจะเรียบร้อยภายในเร็วๆ นี้
          
แหล่งข่าวคนดังกล่าวระบุว่า การแก้กฎหมายนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เพราะที่ผ่านมา กสทช.มีปัญหาในการบริหารงานหลายเรื่อง ถ้าไม่แก้ กสทช.อาจจะถูกยุบได้ อีกอย่างคือรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะออกมา ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกำหนดบทบาทของ กสทช.ไว้อย่างไร จะยังให้เป็นองค์กรอิสระหรือไม่ หรือจะให้ไปอยู่ภายใต้หน่วยงานใด จึงไม่รู้ว่ากสทช.จะถูกจัดระเบียบอย่างไร ถึงตอนนั้นอาจจะต้องมีการแก้กฎหมายอีกครั้งหนึ่ง

ด้านกรุงเทพธุรกิจอ้างแหล่งข่าวจาก กสทช. ระบุว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ กสทช. นำส่งยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเบื้องต้นนายฐากร ได้หารือกับ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. และ กสทช. บางรายแล้ว ซึ่งกว่าครึ่งได้เห็นชอบ
      
ขณะที่ สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ @supinya ระบุว่า ยังไม่ทราบเรื่องข้อเสนอยุบรวมบอร์ดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานและประธานจะเสนอแก้ พ.ร.บ.กสทช.ก็ไม่ว่าอะไร แต่ประธานและสำนักงานควรทำวาระหารือกรรมการทั้ง 10 คนว่าคิดเห็นอย่างไรด้วย อีกทั้งตาม พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 27 (23) ระบุอำนาจของบอร์ด กสทช.ในการเสนอแก้ไขกฏหมาย ไม่ใช่อำนาจของประธาน กสทช.โดยลำพัง

"ไม่ได้ค้านเรื่องการแก้กฏหมาย ถ้าคนนอกจะยุบจะแก้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าคนในจะเสนอแก้เอง ขอเพียงให้หารือมติบอร์ด กสทช.ด้วย จะได้เสนอความเห็น" สุภิญญาระบุ



http://prachatai.org/journal/2014/10/56149?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter

 10 
 on: October 22, 2014, 05:26:55 PM 
Started by thaitiger - Last post by thaitiger


แอนิเมชั่น ตาดูดาว เท้าติดดิน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Tadoodao Animation สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

          โอ๊ค พานทองแท้ โพสต์คลิป ตาดูดาว เท้าติดดิน ตอนที่ 3 ชู ทักษิณ ชินวัตร เป็นแบบอย่างนักธุรกิจรุ่นใหม่ แม้ล้มสักกี่ครั้งก็ไม่หวั่น สู้ไม่ถอย ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

          วันนี้ (22 ตุลาคม 2557) นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Oak Panthongtae Shinawatra" เผยคลิปการ์ตูนแอนิเมชั่น ตาดูดาว เท้าติดดิน ตอนที่ 3 เชิดชูทักษิณล้มแล้วลุก สู้ไม่ถอย หลังเริ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมเป็นเจ้าแรก ๆ แล้วขาดทุน โดยมีข้อความดังนี้

          "แอนิเมชั่นตาดูดาวฯ ตอนที่ 3 “ตกเหวคอนโดมิเนียม” สร้างเสร็จ พร้อมนำเสนอ ตามนี้ครับ...


 
คลิป ตาดูดาวเท้าติดดิน ตอนที่ 3 ตกเหวคอนโดมิเนียม โพสต์โดยคุณ Tadoodao Animation สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม


          คุณพ่อผมเป็นคนคิดอะไรเร็ว สนใจในวิทยาการใหม่ ๆ และมักจะเป็นผู้ที่ริเริ่มทำอะไรใหม่ เป็นรายแรก ๆ เสมอ

          ก่อนที่คุณพ่อจะมาจับธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ได้เคยลองผิดลองถูก โดยสร้างโรงหนังที่เชียงใหม่แล้วขาดทุน มาอยู่กรุงเทพฯ หันมาสร้างคอนโดมิเนียมขาย นับเป็นรายแรก ๆ ของไทย แต่โอกาสไม่เอื้ออำนวย กลับประสบปัญหาขาดทุนซ้ำสองเข้าไปอีก

          สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ คุณพ่อผมถือว่าเป็น "โอกาสและอุปสรรคของรายแรก” ที่มีโอกาส "แจ้งเกิด" และ "แจ้งดับ" มากกว่าธุรกิจที่ทำตามคนอื่น ซึ่งมีผู้ "ทดสอบตลาด" ให้เรียบร้อยแล้ว ความเสี่ยงอาจจะน้อย แต่ผลตอบแทนก็จะน้อยลงตามไปด้วย คุณพ่อสอนผมเสมอว่า

          "ถ้าเราประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ริเริ่มรายแรก ผลตอบแทนและความมั่นคง ในการดำเนินธุรกิจ ย่อมสูงกว่าผู้ที่ดำเนินการตามเรา เป็นรายที่ 2,3,4.."

          ทุกคนย่อมมีโอกาส ที่ตัวเองจะไขว่คว้าเอาไว้ และภายใต้โอกาสนั้น ๆ อาจเจออุปสรรค จนกระทั่งประสบกับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จมาด้วยตัวเอง ร้อยทั้งร้อยต่างก็เคยผิดพลาด และผ่านช่วงที่ล้มลุกคลุกคลาน ของชีวิตมาแล้วทั้งนั้น

          "อยู่ที่ตัวเราจะจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ หรือจะลุกขึ้นมาสู้กับมันใหม่ โดยไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา"

          อนิเมชั่นตาดูดาวตอนที่ 3 “ตกเหวคอนโดมิเนียม” เป็นชีวิตจริงของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของคนที่ล้มเหลวในการทำธุรกิจช่วงแรก ๆ แต่ก็มิได้ย่อท้อต่อโชคชะตา ล้มแล้วก็ยังลุกขึ้นยืนใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมที่จะสู้กับอุปสรรคที่ขวางหน้า จนกระทั่งประสบความสำเร็จในที่สุด

          เชิญรับชมเพื่อความบันเทิง และใช้เป็นข้อคิด สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ ต่อไปครับ"



ที่มา http://hilight.kapook.com/view/110072

Pages: [1] 2 3 ... 10